FP QUANT-A
ที่เลือกเหมาะสําหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการรับรายได้จากส่วนต่างจากการลงทุน (Capital Gain) และสะสมผลประโยชน์จากการลงทุน (Total return)
กองทุนเปิด เฟิร์ส พลัส ไชน่า อิควิตี้ ควอนตาเมนทัล อัลฟ่า
เน้นลงทุนในหุ้น โดยคัดเลือกลงทุนตรงในสินทรัพย์ รูปแบบ Passive (อ้างอิงดัชนี) ป้องกันความเสี่ยง FX เกือบทั้งหมด • มีค่าธรรมเนียมซื้อ 1.5% • รับเงินคืน T+5
NAV ล่าสุด
10.3755
2026-06-22
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
10 ล้านบาท
ข้อมูลล่าสุดที่มี
ระดับความเสี่ยงของกองทุน
6
ระดับ 6 จาก 8
ค่าธรรมเนียมรวม (เก็บจริง)
0%
อันดับค่าธรรมเนียม 4 จาก 106
1 วัน
+4.11%
1 สัปดาห์
+4.36%
1 เดือน
+2.22%
3 เดือน
-
6 เดือน
-
1 ปี
-
5 ปี
-
สูงสุด
+2.22%
+2.22%(+0.2255)
ผลตอบแทนจาก NAV ต่อหน่วย ไม่รวมเงินปันผล
ผลตอบแทนรายเดือน
| ประเภทค่าธรรมเนียม | ตามหนังสือชี้ชวน | เก็บจริง |
|---|---|---|
| การจัดการ (Management Fee) | 2.14% | 1.6% |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) | 2% | 1.5% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee) | 2% | 0% |
| ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer Fee) | 200% | 200% |
| ค่าใช้จ่ายทั้งหมด (Total Fee and Expense) | 4.49% | 0% |
รายการข้างต้นแสดงอัตราเพดานตามหนังสือชี้ชวน และอัตราเรียกเก็บจริงงวดล่าสุดเมื่อมีข้อมูล
(1) กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนโดยจะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (SZSE) ของจีนแผ่นดินใหญ่ (A-Shares) โดยมี net exposure ในตราสารดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยกองทุนจะใช้กลยุทธ์เชิงปริมาณ (Quantitative Strategy) ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ ด้วยแนวทางการลงทุนแบบ Quantamental ประกอบด้วยการวิเคราะห์เชิงปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative) โดยมีรายละเอียดกลยุทธ์การลงทุน ดังนี้
นอกจากนี้ กองทุนอาจลงทุนตรงในหุ้นจีน A-shares ผ่านโครงการเชื่อมโยงตลาดเซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง (Shanghai-Hong Kong Stock Connect) หรือเซินเจิ้น-ฮ่องกง (Shenzhen-Hong Kong Stock Connect) (โดยรวมเรียกว่า “Stock Connect”) หรือ ผ่านโครงการ QFII (Qualified Foreign Institutional Investor) ก็ได้
ทั้งนี้ กองทุนอาจมีการลงทุนได้หลากหลายสกุลเงิน เช่น สกุลเงินหยวน (RMB) ฮ่องกงดอลลาร์ (HKD) หรือ ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) เป็นต้น โดยบริษัทจัดการจะคำนึงถึงและรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน รวมถึงความเหมาะสมในทางปฏิบัติเป็นสำคัญ โดยถือว่าผู้ถือหน่วยลงทุนรับทราบและยินยอมให้ดำเนินการแล้ว
ปัจจัยการลงทุนด้วยกลยุทธ์เชิงปริมาณ
นอกจากกองทุนจะใช้พื้นฐานการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักแล้ว ยังเสริมด้วยปัจจัยด้านปริมาณการซื้อขายและราคาหลักทรัพย์ รวมถึงข้อมูลทางเลือกอื่นๆ เช่น สัญญาณการลงทุนจากหลายแหล่งข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยค้นหามูลค่าการลงทุนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตการลงทุน ดังนี้
บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการปรับปรุง พัฒนา เปลี่ยนแปลงระบบ และ/หรือผู้พัฒนาระบบเพิ่มเติมได้ โดยจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ
การปรับสมดุลของสัดส่วนน้ำหนักการลงทุน (Rebalance) และการปรับรายชื่อหลักทรัพย์
บริษัทจัดการจะทำการปรับสมดุลของสัดส่วนน้ำหนักการลงทุน (Rebalance) รวมถึงปรับรายชื่อหลักทรัพย์การลงทุนในตราสารทุนเป็นรายเดือน เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกและสัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ข้างต้น ทั้งนี้ เนื่องจากกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนเป็นกลยุทธ์เชิงปริมาณ (Quantitative Strategy) ที่ใช้การวิเคราะห์เชิงปัจจัย (Factor-based Approach) ในการคัดเลือกหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจัยการลงทุนหลายประเภท เช่น ปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยด้านราคาและปริมาณการซื้อขาย รวมถึงปัจจัยทางเลือกอื่น อาจมีการปรับปรุงข้อมูลและการจัดอันดับหลักทรัพย์เป็นระยะ การปรับสมดุลการลงทุนในความถี่รายเดือนจึงช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถสะท้อนข้อมูลล่าสุดของตลาดหุ้นจีนที่มักมีการปรับสมดุลพอร์ต ในความถี่รายเดือน รวมทั้งมีการคำนวณและจัดอันดับหลักทรัพย์ใหม่เป็นประจำทุกเดือนทำให้พอร์ตการลงทุนต้องปรับน้ำหนักให้สอดคล้องกับคะแนนปัจจัยล่าสุดของหุ้นแต่ละตัว ดังนั้น กองทุนจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ดังกล่าวตามความเหมาะสม
อนึ่ง บริษัทจัดการสงวนสิทธิที่จะปรับรายชื่อหลักทรัพย์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือหลายบริษัทออกจากรายชื่อหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุน ณ ขณะนั้น เมื่อพิจารณาจากปัจจัย/เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดขึ้น ที่บริษัทจัดการคาดการณ์ว่าอาจส่งผลกระทบทางลบต่อราคาในทิศทางที่จะทำให้ราคาตราสารทุนของบริษัทนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการดำเนินการข้างต้นอาจส่งผลให้การลงทุนของกองทุนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกของกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ
ในกรณีที่บริษัทจัดการพิจารณาแล้วเห็นว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ การคำนวณสัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ หรือการปรับสมดุลของสัดส่วนน้ำหนักการลงทุน (Rebalance) และการปรับรายชื่อหลักทรัพย์ที่กำหนดไว้ข้างต้นไม่เหมาะสมกับสถานการณ์การลงทุน ณ ขณะใดแล้ว บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะปรับปรุงหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าวได้ เช่น การปรับโมเดลเชิงปริมาณ การจัดอันดับปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์ หรือ การบริหารความเสี่ยง เป็นเกณฑ์เพิ่มเติม เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะแจ้งรายละเอียดของการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ฯ ให้ผู้ถือหน่วยลงทุน และ/หรือผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ
(2) บริษัทจัดการได้แต่งตั้งให้ First Plus Asset Management Pte. Ltd. (FPSG) เป็นผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนของกองทุน (Outsource Fund Manager) โดยบริษัทจัดการมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ รวมถึงเงื่อนไขการเปลี่ยนหรือยกเลิกการแต่งตั้งผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนเป็นไปตามที่ระบุในโครงการกองทุนและสัญญาแต่งตั้งผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนของกองทุน
First Plus Asset Management Pte. Ltd. (FPSG) เป็นบริษัทที่จัดตั้งในประเทศสิงคโปร์ และได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจัดการกองทุนและดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ Monetary Authority of Singapore (MAS) ซึ่งเป็นสมาชิกสามัญของ International Organization of Securities Commission (IOSCO) โดยผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนจะนำเงินของกองทุนที่บริษัทจัดการฝากไว้ที่ผู้รับฝากทรัพย์สินไปลงทุนในหลักทรัพย์ และ/หรือทรัพย์สินให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และนโยบายการลงทุนของกองทุน และอาจลงทุนในทรัพย์สินที่บริหารจัดการโดยผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุน และ/หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องตามดุลยพินิจของผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุน
ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะกำหนดสัดส่วนการบริหารการลงทุนระหว่างบริษัทจัดการและผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการ โดยบริษัทจัดการหรือผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบริหารการลงทุนทั้งหมด
ในกรณีที่ผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนไม่สามารถดำรงคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด หรือในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่าผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนนั้นไม่เหมาะสมที่จะได้รับการมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวอีกต่อไป และ/หรือเหตุผลอื่นใดโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการแต่งตั้ง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนของกองทุน โดยจะบริหารจัดการลงทุนทั้งหมด และปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวในรายละเอียดโครงการโดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนทุกรายแล้ว โดยบริษัทจัดการจะแจ้งให้ทราบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ
(3) สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือ กองทุนอาจพิจารณาลงทุนในตราสารทุน ตราสารแห่งหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หน่วยลงทุน CIS กองทุน ETF และ/หรือเงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝากในสถาบันการเงิน ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) และ/หรือตํ่ากว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) และ/หรือที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) โดยมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน รวมทั้งอาจลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นใดตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้
(4) กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ทั้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุน (Efficient Portfolio Management) โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (dynamic hedging) โดยจะพิจารณาจากสภาวการณ์ของตลาดและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าใช้จ่าย เป็นต้น ตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งอาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
(5) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กองทุนจะเข้าเป็นคู่สัญญาจะมีสินทรัพย์อ้างอิงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ ทรัพย์สินที่กองทุนสามารถลงทุนได้ เช่น หุ้น ดัชนีราคาหุ้น หรืออีทีเอฟ (ETF) อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงิน เครดิต เป็นต้น หากราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนมากหรือทิศทางการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ หรือคู่สัญญาที่ทําธุรกรรมไม่สามารถชําระภาระผูกพันได้ตามกําหนดเวลา อาจทําให้กองทุนขาดทุนจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงได้ ดังนั้น บริษัทจัดการอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนการลงทุนหรือการเข้าทําธุรกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดการจะวิเคราะห์และติดตามปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงรวมถึงพิจารณาความน่าเชื่อถือของคู่สัญญาก่อนทําธุรกรรมและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนจะเน้นทําธุรกรรมกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade)
(6) กองทุนอาจทำธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities lending) และ/หรือธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse repo) ได้โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด แต่จะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) และการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale)
(7) กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ (กองทุนปลายทาง) โดยมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งการลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนโดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด หรือกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้อง หรือประกาศอื่นใดที่เกี่ยวข้อง และ/หรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ กองทุนปลายทางสามารถลงทุนต่อในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการต่อไปได้อีกไม่เกิน 1 ทอด โดยกองทุนปลายทางและกองทุนรวมอื่นไม่สามารถลงทุนย้อนกลับในกองทุนต้นทาง (circle investment) ได้
อนึ่ง ในกรณีที่กองทุนปลายทางมีการขอมติ ห้ามมิให้กองทุนต้นทางลงมติให้กองทุนปลายทาง
(8) ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้รวมด้วย ทั้งนี้ โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
(8.1) ช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม
(8.2) ช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม
(8.3) ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืน หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการสิ้นสุดสมาชิกภาพ หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ
(9) บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตให้เป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) หรือกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (Risk Spectrum) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เป็นไปตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนรวมดังกล่าว โดยประกาศทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการหรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) หรือช่องทางอื่นตามความเหมาะสม
(10) ในกรณีกองทุนลงทุนในต่างประเทศ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะนำเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมดกลับเข้ามาลงทุนในประเทศ หรือสงวนสิทธิที่จะเลิกกองทุน โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนทุกรายแล้ว และไม่ถือว่าปฏิบัติผิดไปจากรายละเอียดโครงการกองทุน โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ หากเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
(10.1) บริษัทจัดการพิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์การลงทุนในต่างประเทศไม่เหมาะสม เช่น ภัยพิบัติ สภาวะการลงทุนผันผวนอย่างมาก ทำให้ผลตอบแทนที่อาจได้รับจากการลงทุนในอนาคตไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และ/หรือมีเหตุให้เชื่อได้ว่าเป็นการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุน
(10.2) กรณีที่เกิดสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ หรือกรณีอื่นใดที่เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย หรือประกาศที่เกี่ยวข้อง หรือเกิดภาวะสงคราม เป็นต้น โดยจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ
เหมาะสําหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการรับรายได้จากส่วนต่างจากการลงทุน (Capital Gain) และสะสมผลประโยชน์จากการลงทุน (Total return)