KKP GIMPACT-H
ที่เลือกสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือผู้ลงทุนประเภทอื่นที่บริษัทจัดการจะประกาศรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมในอนาคต
กองทุนเปิดเคเคพี โกลบอล อิมแพค เฮดจ์
เน้นลงทุนในหุ้น ผ่านกองทุนหลัก Wellington Global Impact Fund รูปแบบ Passive (อ้างอิงดัชนี) ป้องกันความเสี่ยง FX เกือบทั้งหมด • มีค่าธรรมเนียมซื้อ 1.2% • รับเงินคืน T+4
NAV ล่าสุด
9.6965
2026-07-31
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
32 ล้านบาท
ข้อมูลล่าสุดที่มี
ระดับความเสี่ยงของกองทุน
6
ระดับ 6 จาก 8
ค่าธรรมเนียมรวม (เก็บจริง)
1.25%
อันดับค่าธรรมเนียม 3 จาก 19
1 วัน
+0.36%
1 สัปดาห์
+1.02%
1 เดือน
-0.91%
3 เดือน
+6.59%
6 เดือน
+7.14%
1 ปี
+9.81%
5 ปี
-
สูงสุด
+10.41%
+9.81%(+0.8661)
ผลตอบแทนจาก NAV ต่อหน่วย ไม่รวมเงินปันผล
ผลตอบแทนรายเดือน
| ประเภทค่าธรรมเนียม | ตามหนังสือชี้ชวน | เก็บจริง |
|---|---|---|
| การจัดการ (Management Fee) | 2.68% | 1.07% |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) | 2% | 1.2% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee) | 2% | 0% |
| ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนเข้า (Switching In Fee) | 2% | 1.2% |
| ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนออก (Switching Out Fee) | 2% | 0% |
| ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer Fee) | 50% | 50% |
| ค่าใช้จ่ายทั้งหมด (Total Fee and Expense) | 4.82% | 1.25% |
รายการข้างต้นแสดงอัตราเพดานตามหนังสือชี้ชวน และอัตราเรียกเก็บจริงงวดล่าสุดเมื่อมีข้อมูล
ทั้งนี้ หากเกิดเหตุตามข้อ 1) และ 2) กองทุนอาจจะยังคงมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ และตราสารทุนดังกล่าวอยู่ โดยจะดำรงสัดส่วนให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด
(1) กองทุนรวมอื่นที่เป็นผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าว
(2) กองทุนรวมที่เป็นผู้ถือหน่วยของกองทุนรวมอื่นตาม (1)
ในกรณีที่มีการลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ. เดียวกัน (Cross Investing Fund) มิให้กองทุนรวมต้นทางลงมติให้กองทุนรวมปลายทาง อย่างไรก็ดี ในกรณีที่กองทุนรวมปลายทางไม่สามารถดำเนินการเพื่อขอมติได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดห้ามมิให้กองทุนรวมต้นทางลงมติให้กองทุนรวมปลายทาง บริษัทจัดการสามารถขอรับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.ได้ หากได้รับมติเกินกึ่งหนึ่งของผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทางในส่วนที่เหลือ
ทั้งนี้ การลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนด หรือกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้อง หรือประกาศอื่นใดที่เกี่ยวข้อง และ/หรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต
จากแหล่งข้อมูล: Prospectus dated 20 October 2020
ข้อมูลกองทุน คือ Wellington Global Impact Fund (กองทุนหลัก)
ชื่อกองทุนรวมในต่างประเทศWellington Global Impact Fund
USD Class S Accumulating Unhedged
ผู้จัดการการลงทุน
(Investment Manager)
Wellington Management Company LLP
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งกองทุน27 กุมภาพันธ์ 2555
ประเทศที่จดทะเบียนจัดตั้ง
ไอร์แลนด์ (IRELAND)ดัชนีชี้วัด (Benchmark)
MSCI All Country World Index
วันทำการซื้อขาย
ทุกวันทำการซื้อขายของกองทุนหลัก
สกุลเงินฐาน (Base Currency)ดอลลาร์สหรัฐ (US Dollars)
วัตถุประสงค์การลงทุน
วัตถุประสงค์ของกองทุนหลักคือมุ่งหวังผลตอบแทนในระยะยาว
นโยบายการลงทุน
ผู้จัดการกองทุนมุ่งหวังที่จะเข้าใจปัญหาใหญ่ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และค้นหาบริษัทที่เชื่อว่าจะตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ ดังนั้น ผู้จัดการกองทุนจึงได้ศึกษา วิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายนี้ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอด รวมถึงทางออกด้านการลงทุน
ผู้จัดการกองทุนจะบริหารกองทุนเชิงรุก (actively manage) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าดัชนี MSCI All Country World Index และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การลงทุนข้างต้น กองทุนจะลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกเป็นหลัก โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่ผู้จัดการกองทุนมีความเห็นว่ามีธุรกิจหลักที่มีเป้าหมายในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม (social and/or environmental change) ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนในรูปตัวเงิน (financial return)
กองทุนมุ่งหมายที่จะค้นหาบริษัทต่าง ๆ (universe) โดยแบ่งประเภทเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (life essentials), การพัฒนาและเสริมสร้างบุคคล (human empowerment) และสิ่งแวดล้อม (environment) โดยกองทุนจะเน้นกระจายการลงทุนในธีมที่สร้างผลกระทบ (Impact Theme) ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงธีม ดังนี้
(1) สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (life essentials): บ้านพักอาศัย น้ำสะอาด สุขอนามัย สุขภาพ การทำการเกษตรและโภชนาการที่ยั่งยืน
(2) การพัฒนาและเสริมสร้างบุคคล (human empowerment): ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี (digital divide) การศึกษา การฝึกอาชีพ การเข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐาน (financial inclusion) ความปลอดภัย และความมั่นคง
(3) สิ่งแวดล้อม (environment): พลังงานทางเลือก ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร (resource efficiency) การจัดการทรัพยากร (resource stewardship)
ผู้จัดการกองทุนมุ่งหวังที่จะคัดเลือกบริษัทที่ผู้จัดการกองทุนเชื่อว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เช่น บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์และบริการหลักสอดคล้องกับในธีมที่สร้างผลกระทบ (Impact Theme) อย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่างรวมกัน หรือบริษัทที่มีสามารถระบุตัวเลขผลกระทบทางสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อมได้ และมีปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมให้มีผลตอบแทนระยะยาว
ผู้จัดการกองทุนจะใช้กระบวนการแบบ bottom-up ในการคัดเลือกและวิเคราะห์บริษัทที่มีศักยภาพสำหรับการลงทุน โดยในกระบวนการนี้จะใช้ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ภายใน บทวิเคราะห์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและธีมต่าง ๆ บทวิเคราะห์ภาคสนาม (field research) การสัมมนาและการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและธีมต่าง ๆ สื่อข่าวสาร การประชุมร่วมกับบริษัท เอกสาร filing งบการเงิน รายงานความยั่งยืน (sustainability report) บทวิเคราะห์ sell-side หรือบทวิเคราะห์ที่จัดทำโดยบุคคลที่สาม
ในการค้นหาบริษัทที่จะการลงทุน ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาปัจจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยต้องเข้าคุณสมบัติด้านผลกระทบทั้ง 3 ด้าน ดังนี้
(1) ความมีนัยสำคัญ (Material): กิจกรรมที่สร้างผลกระทบจะต้องรวมศูนย์อยู่ที่บริษัทที่จะไปลงทุน
(2) การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Additionality): สิ่งที่สร้างผลกระทบจะต้องช่วยเติมเต็มช่องว่างความต้องการทางสังคม
(3) การมีตัววัดความสำเร็จ (KPIs): สิ่งที่สร้างผลกระทบ จะต้องสามารถวัดค่าได้
หลังจากที่บริษัทผ่านคุณสมบัติของการเข้าอยู่ใน universe ที่มีผลกระทบแล้ว ผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่ผู้จัดการกองทุนเชื่อว่ามีผลตอบแทน/ความเสี่ยง และมีการกระจายตัว (diversification properties) ที่น่าสนใจที่สุด เพื่อนำเข้ามารวมอยู่ในพอร์ตการลงทุน
ในการประเมินข้างต้น ผู้จัดการกองทุนจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์คุณภาพของทรัพย์สินของบริษัท โครงสร้างอุตสาหกรรมของบริษัท และการจัดสรรเงินทุนของผู้บริหารบริษัท นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของบริษัทด้วย ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนมีความเห็นว่า บริษัทที่มีปัจจัยด้าน ESG เป็นบวก มีศักยภาพที่จะสามารถชนะตลาดได้ โดยปัจจัยที่พิจารณาจะแตกต่างกันตามประเภทหลักทรัพย์ แต่โดยทั่วไปแล้ว จะประกอบด้วยเรื่องโครงสร้างการถือหุ้น โครงสร้างของคณะกรรมการบริษัท การจัดสรรเงินลงทุนที่ผ่านมา ค่าตอบแทนของผู้บริหาร ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง (labour relations) ในช่วงที่ผ่านมา และความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (climate risk) ผู้จัดการกองทุนได้พบว่า บริษัทดังกล่าวมีเส้นทางการเติบโตที่คงที่มากกว่า และมีความสามารถในการแข่งขันที่มาจากการลดความเสี่ยงด้าน ESG ที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อคู่แข่งของบริษัท
โดยผู้จัดการกองทุนได้หารือกับนักวิเคราะห์ด้าน ESG เพื่อให้เข้าใจปัจจัยสำคัญของความแตกต่างระหว่างบริษัทต่าง ๆ ในภูมิภาคหรือในกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ด้าน ESG ยังช่วยผู้จัดการกองทุนกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีที่เป็นสากล (global best practices) รวมถึงช่วยเตรียมการสำหรับการติดต่อกับบริษัท และยังร่วมมือกันในด้านข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ใหม่ ๆ
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะไม่ได้ถูกคัดออกด้วยการพิจารณาประเด็นเรื่อง ESG เพียงอย่างเดียว แต่ผู้จัดการกองทุนจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่า กองทุนได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงทั้งหมดจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นจากสภาวะเศรษฐกิจ การเงิน หรือปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับ ESG รวมถึงความเสี่ยงด้าน ESG นี้จะต้องไม่ขัดกับเป้าหมายด้านผลกระทบ (impact goal) ที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในธีมที่สร้างผลกระทบ (Impact Theme) และอาจให้น้ำหนักค่อนไปทางบริษัทขนาดเล็กถึงกลาง (small to mid-capitalisation companies) ที่มีการเติบโตอย่างมาก ผู้จัดการกองทุนจะตรวจสอบให้มั่นใจว่า กองทุนมีการกระจายการลงทุน โดยมีความเสี่ยงจากการบริหารเชิงรุก (active risk) ที่ส่วนใหญ่มาจากการเลือกหุ้น (stock selection) ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วกองทุนจะกระจายการลงทุนตามประเทศ สกุลเงิน อุตสาหกรรม และผู้ออกตราสาร แต่กองทุนก็อาจมีการลงทุนที่กระจุกตัวในบางขณะได้
ดัชนีใช้เป็นตัวชี้วัด (benchmark) สำหรับการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน และเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตลาดเท่านั้น
ซึ่งแม้ว่าหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุนอาจเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี แต่การสร้างพอร์ตการลงทุนจะไม่ได้พิจารณาดัชนีดังกล่าว รวมถึงผู้จัดการกองทุนก็จะไม่ได้บริหารการลงทุนโดยพิจารณาความเบี่ยงเบนของกองทุนจากดัชนี ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด (market capitalization weighted) และถูกออกแบบมาเพื่อใช้วัดผลตอบแทนของตลาดหุ้นของตลาดที่พัฒนาแล้ว (developed market) และตลาดเกิดใหม่ (emerging market)
กองทุนจะลงทุนทางตรง หรือทางอ้อมผ่านตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน (FDIs) ในตราสารทุน และหลักทรัพย์อื่นที่มีลักษณะของตราสารทุน ได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ ใบสำคัญแสดงสิทธิ (เช่น ADRs GDRs และ European Depository Receipts) หลักทรัพย์แปลงสภาพ ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหลักทรัพย์ (warrants) การลงทุนใน REITs รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำให้เข้าถึงตลาดได้ (ได้แก่ ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น สัญญา options ที่อ้างอิงกับหุ้น และสัญญา swaps ที่อ้างอิงกับหุ้น) สำหรับหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในตลาดที่พัฒนาแล้ว (developed market) และตลาดเกิดใหม่ (emerging market) กองทุนอาจลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด (limited partnerships) และ master limited partnerships
โดยทั่วไปแล้ว กองทุนจะลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว และอาจลงทุนในประเทศที่ผู้จัดการกองทุนพิจารณาแล้วว่าเป็นประเทศที่อยู่ในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) หรือตลาดชายขอบ (frontier market) ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 40 ของ NAV โดยประเทศดังกล่าวส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแถบลาตินอเมริกา / อเมริกากลาง แคริบเบียน ยุโรปกลาง และยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย กองทุนอาจจำกัดการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดรัสเซีย และอาจลงทุนในหุ้นจีน A share ที่ซื้อขายผ่าน Stock Connect ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของ NAV
กองทุนอาจลงทุนในกองทุนรวม และกองทุน exchange traded funds (“ETFs”) ที่มีการลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่ระบุข้างต้น และกองทุนสามารถลงทุนได้ โดย ETFs ดังกล่าวจะต้องจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และ/หรือกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ตามที่กำหนดในหนังสือชี้ชวนของกองทุน และต้องถูกกำกับดูแลเป็นกองทุน UCITS หรือ AIF ETFs ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่ได้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของ NAV
กองทุนอาจซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (FDIs) ที่อยู่ในตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ และตลาด OTC ทั้งขาซื้อและขาขาย (long and short) ซึ่งได้แก่ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำให้เข้าถึงตลาดได้ตามที่กล่าวข้างต้น รวมถึงสัญญา futures ที่อ้างอิงกับดัชนี สัญญา forward ที่อ้างอิงกับสกุลเงิน เพื่อให้กองทุนมีสถานะในตราสารที่กล่าวข้างต้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลงทุน (efficient portfolio management) รวมถึงเพื่อการป้องกันความเสี่ยง
ทั้งนี้ ดัชนีต่าง ๆ ที่กองทุนจะมีสถานะการลงทุนได้จะต้องเป็นดัชนีที่กองทุนสามารถลงทุนได้ตามข้อกำหนดของธนาคารกลาง (Central Bank) รวมถึงดัชนีที่มีองค์ประกอบเป็นหลักทรัพย์ที่กล่าวมาข้างต้นที่กองทุนสามารถลงทุนตรงได้
โดยทั่วไปแล้ว กองทุนจะลงทุนในเงินสดและตราสารเทียบเท่าเงินสด (ตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวนของกองทุน) น้อยกว่าร้อยละ 10 ของ NAV
ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายของกองทุนหลัก (Class S)
ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Investment Management Fee): ร้อยละ0.65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Administrative fee): ไม่เกินร้อยละ 0.25 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
หมายเหตุ: ในกรณีที่บริษัทจัดการได้รับค่าตอบแทนจากกองทุนหลักและ/หรือบริษัทจัดการของกองทุนหลัก (rebate) บริษัทจัดการจะนำค่าตอบแทนดังกล่าวกลับเข้ากองทุนนี้ หรือดำเนินการอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.และ/หรือหน่วยงานที่มีอำนาจอื่นกำหนด และ/หรือที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้บริษัทจัดการดำเนินการได้
ทั้งนี้ กองทุนหลักอาจมีการจำกัดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก ในกรณีที่ผู้ถือหน่วยของกองทุนหลักไถ่ถอนหน่วยลงทุนในวันทำการซื้อขายใด ๆ เกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุนหลัก โดยกองทุนหลัก จะทยอยรับคำสั่งไถ่ถอนหน่วยลงทุนของผู้ถือหน่วยตามสัดส่วน (pro rata) โดยคำสั่งไถ่ถอนหน่วยลงทุนส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 10 ดังกล่าว กองทุนหลักจะทำรายการให้ในวันทำการซื้อขายถัดไป ดังนั้น กองทุนเปิดเคเคพี โกลบอล อิมแพค เฮดจ์ จึงอาจต้องจัดเตรียมทรัพย์สินสภาพคล่องรองรับเพื่อให้สามารถจ่ายเงินคืนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนได้หากเกิดกรณีที่กองทุนหลักมีการทยอยรับคำสั่งไถ่ถอนหน่วยลงทุนดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ กองทุนเปิดเคเคพี โกลบอล อิมแพค เฮดจ์ อาจแตกต่างจากกองทุนหลัก และอาจทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวตามกองทุนหลักอย่างสมบูรณ์
รายละเอียดของกองทุนหลัก แปลมาจากหนังสือชี้ชวน (Master Prospectus) ของกองทุนหลัก ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ให้ถือตามต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นเกณฑ์ ท่านสามารถดูข้อมูลของกองทุนหลักเพิ่มเติมได้ที่ www.wellingtonfunds.com
(1) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี < 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ หรือ
(2) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์โดยกองทุนต่างประเทศไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนดัชนีหรือ ETF
(1) NAV ณ วันใดวันหนึ่งลดลง > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง หรือ
(2) ยอดรวมของ NAV ลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกันคิดเป็นจำนวน > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง
การดำเนินการ
ระยะเวลาดำเนินการ
(แนวทางการดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยโดยรวม)ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มี
การเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ
(ดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย)พร้อม 10.3.1
การเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ
(1) ช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม
(2) ช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม
(3) ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืน หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ
ประเภทของหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นที่จะลงทุน :
ส่วนที่ 1 : ตราสาร TS (transferable securities)
ทั้งนี้ การอาวัลหรือการรับรองดังกล่าวต้องเป็นการอาวัลหรือการรับรองผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว ทั้งจำนวนรวมถึงดอกเบี้ย (ถ้ามี) ตามที่ระบุไว้ใน B/E หรือ P/N ด้วย
ส่วนที่ 2 : ทรัพย์สินประเภทหน่วย CIS
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 3 : ทรัพย์สินประเภทเงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 4 : ธุรกรรมประเภทการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (reverse repo)
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 5 : ธุรกรรมประเภทการให้ยืมหลักทรัพย์ (securities lending)
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 6 : ธุรกรรมประเภท derivatives
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 7 : ทรัพย์สินประเภทหน่วย private equity
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 1 : ตราสาร TS (transferable securities) ต่างประเทศ
ทั้งนี้ การอาวัลหรือการรับรองดังกล่าวต้องเป็นการอาวัลหรือการรับรองผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว ทั้งจำนวนรวมถึงดอกเบี้ย (ถ้ามี) ตามที่ระบุไว้ใน B/E หรือ P/N ด้วย
ส่วนที่ 2 : ทรัพย์สินประเภทหน่วย CIS
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 3 : ทรัพย์สินประเภทเงินฝากต่างประเทศหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝากต่างประเทศ
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 4 : ธุรกรรมประเภทการซื้อโดยมีสัญญาขายคืนในต่างประเทศ (reverse repo)
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 5 : ธุรกรรมประเภทการให้ยืมหลักทรัพย์ในต่างประเทศ (securities lending)
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 6 : ธุรกรรมประเภท derivatives
เป็นไปตามประกาศ
ส่วนที่ 7 : ทรัพย์สินประเภทหน่วย private equity ในต่างประเทศ
เป็นไปตามประกาศ
อัตราส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น เพื่อเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวมในประเทศและต่างประเทศ :
เป็นไปตามประกาศ และกรณีที่การลงทุนไม่เป็นไปตามข้อนี้จะดำเนินการให้เป็นไปตามที่ประกาศกำหนด
สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือผู้ลงทุนประเภทอื่นที่บริษัทจัดการจะประกาศรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมในอนาคต
สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการลงทุน และจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 และ/หรือที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรและ/หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกำหนด