SCBDLITE(A)
ที่เลือกเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนผ่านการเพิ่มมูลค่าของหน่วยลงทุนเป็นหลัก (Total return)
กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Dynamic Bond Lite
เน้นลงทุนในตราสารหนี้/พันธบัตร โดยคัดเลือกลงทุนตรงในสินทรัพย์ รูปแบบ Passive (อ้างอิงดัชนี) ป้องกันความเสี่ยง FX ตามดุลยพินิจ • มีค่าธรรมเนียมซื้อ 0.3% • รับเงินคืน T+2
NAV ล่าสุด
9.9646
2026-08-03
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
621 ล้านบาท
ข้อมูลล่าสุดที่มี
ระดับความเสี่ยงของกองทุน
4
ระดับ 4 จาก 8
ค่าธรรมเนียมรวม (เก็บจริง)
0.54%
อันดับค่าธรรมเนียม 26 จาก 47
1 วัน
+0.04%
1 สัปดาห์
+0.10%
1 เดือน
+0.08%
3 เดือน
+0.39%
6 เดือน
+0.11%
1 ปี
-0.97%
5 ปี
-
สูงสุด
-0.69%
-1.09%(-0.1101)
ผลตอบแทนจาก NAV ต่อหน่วย ไม่รวมเงินปันผล
ผลตอบแทนรายเดือน
| ประเภทค่าธรรมเนียม | ตามหนังสือชี้ชวน | เก็บจริง |
|---|---|---|
| การจัดการ (Management Fee) | 2.14% | 0.43% |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) | 3.21% | 0.27% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee) | 3.21% | 0% |
| ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนเข้า (Switching In Fee) | 3.21% | 0.27% |
| ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนออก (Switching Out Fee) | 3.21% | 0% |
| ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer Fee) | 1% | 1% |
| ค่าใช้จ่ายทั้งหมด (Total Fee and Expense) | 4.5% | 0.54% |
รายการข้างต้นแสดงอัตราเพดานตามหนังสือชี้ชวน และอัตราเรียกเก็บจริงงวดล่าสุดเมื่อมีข้อมูล
กองทุนจะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ตราสารตลาดเงิน เงินฝาก หรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก ทั้งในและ/หรือต่างประเทศ รวมถึงอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) หรือตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Notes) รวมถึงอาจทำธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) ธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending) โดยหลักทรัพย์ที่ให้ยืมเป็นตราสารหนี้ หน่วย CIS ตลอดจนหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นที่กองทุนสามารถลงทุนได้ โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด โดยจะลงทุนในทรัพย์สินประเภทตราสารหนี้รวมกันทุกขณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
กองทุนมีกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้แบบเชิงรุก (Active management) โดยมุ่งหวังที่จะสร้างผลตอบแทนจากการเลือกทรัพย์สินที่มีคุณภาพและปรับสัดส่วนการลงทุนจากการวิเคราะห์สภาวะตลาดเพื่อให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ซึ่งในส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน ผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกตราสารหนี้รายตัวจากการพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท โดยกองทุนจะลงทุนโดยคงอายุตราสารเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Portfolio duration) ของกองทุนไม่เกิน 5 ปีโดยประมาณ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการไถ่ถอนหน่วยลงทุนมากผิดปกติ และ/หรือในกรณีที่สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต เช่น ภาวะตลาดและเศรษฐกิจผันผวน เป็นต้น ผู้จัดการกองทุนอาจพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนแบบยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด และกองทุนอาจมีอายุตราสารเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Portfolio duration) ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ได้ โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ กองทุนจะเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient portfolio management) หรือลดความเสี่ยง (Hedging) ที่มี underlying เป็นอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีเงินเฟ้อ credit rating หรือ credit event เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เพิ่มขึ้น และ/หรือลดค่าใช้จ่ายของกองทุน
ทั้งนี้ การเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ข้างต้น อาจมีความเสี่ยงที่เกิดจากคู่สัญญาในการทำธุรกรรม (Counterparty Risk) มีผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่ด้อยลง ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายเงินตามภาระผูกพันเมื่อครบกำหนดเวลา (Counterparty Risk) ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว กองทุนจะลงทุนในสัญญาอนุพันธ์ (Derivative Contract) กับคู่สัญญาที่เป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยบริษัทจัดการจะเข้าทำสัญญากับธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่อยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) และมีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของคู่สัญญาในการทำธุรกรรมก่อนและหลังการลงทุน
อนึ่ง กองทุนจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment grade) อย่างไรก็ดี กองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทนได้ (Non-Investment grade) และ/หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด โดยจะลงทุนไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
ในส่วนการลงทุนในต่างประเทศ กองทุนมีนโยบายการลงทุนที่ส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการลงทุน โดยผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เป็นต้น เพื่อคาดการณ์ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน
กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยการลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนด ทั้งนี้ กองทุนปลายทางไม่สามารถลงทุนย้อนกลับในกองทุนต้นทาง (circle investment) และกองทุนปลายทางจะไม่ลงทุนต่อในกองทุนอื่นภายใต้บริษัทจัดการเดียวกัน (cascade investment) เกินกว่า 1 ทอด
อนึ่ง ในกรณีที่กองทุนปลายทางมีการขอมติ ห้ามมิให้กองทุนต้นทางลงมติให้กองทุนปลายทาง
ทั้งนี้ ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้รวมด้วยก็ได้ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk profile) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด โดยเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการ
แจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนดังกล่าว โดยประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ และเว็บไซต์ของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)
เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนผ่านการเพิ่มมูลค่าของหน่วยลงทุนเป็นหลัก (Total return)