กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ เช่น หน่วย CIS และ/หรือหน่วยของกองทุนอีทีเอฟ (ETF) เป็นต้น ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์และหรือตราสารที่มีความเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงิน (“Fintech”) โดยกองทุนมี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอย่างน้อย 2 กองทุน โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
ส่วนที่เหลือ บริษัทจัดการอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่ง ตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน และ/หรือเงินฝาก และ/หรือบัตรเงินฝากทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ รวมถึงอาจมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์อื่นหรือทรัพย์สินอื่น และ/หรือหาดอกผลโดยวิธีการอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด หรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้
กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient portfolio management) และ/หรือการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เพิ่มขึ้น และ/หรือลดค่าใช้จ่ายของกองทุน รวมทั้งอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน เช่น การทำสัญญาสวอปและ/หรือสัญญาฟอร์เวิร์ดที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบ
กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เป็นต้น เพื่อคาดการณ์ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน
กองทุนอาจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทางอ้อมผ่านหน่วยของกองทุน ETF และ/หรือกองทุน CIS ต่างประเทศที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้
1.โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ที่มีการออกและเสนอขายโดยชอบ หรือได้รับอนุญาตหรือได้รับความเห็นชอบให้ซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนได้อย่างถูกต้อง ตามกฎหมายของประเทศที่มีการลงทุนดังกล่าว และในกรณีเป็นการลงทุนในโทเคนดิจิทัลในต่างประเทศ ต้องเป็นการลงทุนในประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลซึ่งเป็นสมาชิกของ IOSCO โดยมีลักษณะ เงื่อนไข และผลตอบแทนดังนี้
ลักษณะของโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) เป็นสินทรัพย์ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในการทำธุรกรรมและเก็บรักษามูลค่า โดยผู้ถือครองโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนจะมีสิทธิ์ในการร่วมลงทุนในสินทรัพย์หรือโครงการต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือโครงการพัฒนาอื่นๆ และจะได้รับผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ใน White Paper ของโครงการนั้นๆเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาในการลงทุนในโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนการลงทุนในโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณา เช่น
-ความผันผวนของราคาที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
-สภาวะตลาดและเศรษฐกิจมหภาค
-การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
-ความน่าเชื่อถือของโครงการและผู้ออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน
-นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่อาจส่งผลต่อมูลค่าของโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนผลตอบแทนของโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนผลตอบแทนจากการลงทุนในโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปแบบของส่วนแบ่งรายได้หรือกำไรจากโครงการ สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามที่ระบุไว้ใน White Paper และ/หรือผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน เช่น ส่วนแบ่งรายได้ในแต่ละไตรมาส หรือส่วนแบ่งกำไรจากการขายทรัพย์สินของโครงการ เป็นต้น2. คริปโทแอสเซ็ท (Crypto Asset) ที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับความเห็นชอบให้ซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศที่มีการลงทุนดังกล่าว โดยในกรณีที่กองทุนมีการลงทุนในหน่วยของกองทุน ETF และ/หรือกองทุน CIS ต่างประเทศที่มีการลงทุนในคริปโทแอสเซ็ท เช่น Bitcoin, Ethereum เป็นต้น จะต้องมีฐานะการลงทุนสูงสุด (maximum limit) ไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และเมื่อนับรวมกับ total specific investment product แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยมีลักษณะ เงื่อนไข และผลตอบแทนดังนี้
ลักษณะของคริปโทแอสเซ็ทคริปโทแอสเซ็ท (Crypto Asset) เป็นสินทรัพย์ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในการทำธุรกรรมและเก็บรักษามูลค่า ซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิม เช่น หุ้น หรือพันธบัตร โดยคริปโทแอสเซ็ทที่กองทุนลงทุนอาจอยู่ในรูปของสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เช่น Bitcoin และ Ethereum ที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือเก็บรักษามูลค่าได้เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาในการลงทุนในคริปโทแอสเซ็ทการลงทุนในคริปโทแอสเซ็ท (Crypto Asset) มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณา เช่น
-ความผันผวนของราคาที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น
-สภาวะตลาด
-การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ
-สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค
-นวัตกรรมทางเทคโนโลยี
โดยปัจจัยข้างต้นอาจเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นหรือก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างมากได้เช่นกันผลตอบแทนของคริปโทแอสเซ็ทผลตอบแทนจากการลงทุนในคริปโทแอสเซ็ท (Crypto Asset) โดยทั่วไปสามารถสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคา อย่างไรก็ดี เนื่องจากมูลค่าของสินทรัพย์ประเภทนี้มีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนที่ซื้อในช่วงราคาต่ำและขายในช่วงราคาสูง อาจสามารถทำกำไรได้อย่างมาก แต่ในทางตรงกันข้าม ความผันผวนนี้ก็อาจนำไปสู่การขาดทุนในมูลค่าสูงได้ในช่วงที่ราคาของสินทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็วในส่วนของการเก็บรักษาโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนหรือคริปโทแอสเซ็ทที่กองทุนลงทุนทางอ้อม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ การแต่งตั้งผู้เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นไปตามที่กองทุนปลายทางกำหนด
ทั้งนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลข้างต้นอาจมีค่าธรรมเนียมและค่าบริการ เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Trading Fees) ค่าธรรมเนียมการฝาก/ถอนสินทรัพย์ดิจิทัลจากบัญชี (Deposit/Withdrawal Fees) ค่าธรรมเนียมการโอนย้าย (Transfer Fees) และค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล (Custody Fees) เป็นต้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากกองทุนลงทุนทางอ้อมผ่านหน่วยของกองทุนปลายทาง ผลตอบแทนและค่าใช้จ่ายจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าวจึงสะท้อนอยู่ในมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทางที่กองทุนลงทุน
อนึ่ง กองทุนไม่มีการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทางอ้อมในช่วงแรก อย่างไรก็ดี หากในอนาคตกองทุน ETF และ/หรือกองทุน CIS ต่างประเทศที่กองทุนลงทุนมีการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทจัดการจะเปิดเผยข้อมูลลักษณะ เงื่อนไข ผลตอบแทน และการเก็บรักษาโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนหรือคริปโทแอสเซ็ทที่กองทุนมีการลงทุนทางอ้อมในหนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลกองทุนรวม
นอกจากนี้ กองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) และตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade) และตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) รวมทั้งตราสารทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted) รวมถึงอาจทำธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ หรือธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด
ทั้งนี้ ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้รวมด้วยก็ได้ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
1.30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียน
2.30 วันก่อนครบอายุโครงการหรือก่อนเลิกกองทุนรวม
3.ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ
กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง1) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infra) ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยการลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ทั้งนี้ กองทุนปลายทางไม่สามารถลงทุนย้อนกลับในกองทุนต้นทาง (circle investment) และกองทุนปลายทางไม่สามารถลงทุนต่อในกองทุนอื่นภายใต้บริษัทจัดการเดียวกันอีก (cascade investment)
การใช้สิทธิออกเสียงกรณีกองทุนลงทุนในกองทุนรวมภายใต้การจัดการเดียวกัน : ห้ามมิให้กองทุนต้นทางลงมติให้กองทุนปลายทาง อย่างไรก็ดี ในกรณีที่กองทุนปลายทางไม่สามารถดำเนินการเพื่อขอมติได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดห้ามมิให้กองทุนต้นทางลงมติให้กองทุนปลายทาง บริษัทจัดการสามารถขอรับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้ หากได้รับมติเกินกึ่งหนึ่งของผู้ถือหน่วยของกองทุนปลายทางในส่วนที่เหลือ
ในกรณีที่กองทุนมีการลงทุนในกองทุนปลายทางไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทางหากปรากฏว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทางที่กองทุนรวมไปลงทุนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้ บริษัทจัดการจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด โดยกองทุนปลายทางดังกล่าวเป็นกองทุนต่างประเทศที่ไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนรวมดัชนีหรือกองทุนรวมอีทีเอฟ
(1) มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันใดวันหนึ่งลดลงเกินกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทางดังกล่าว
(2) ยอดรวมของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทางดังกล่าวลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกันคิดเป็นจำนวนเกินกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทางนั้น
ในกรณีที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทางที่กองทุนไปลงทุนลดลงในลักษณะดังกล่าว บริษัทจัดการจะดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) แจ้งเหตุที่กองทุนปลายทางมีมูลค่าทรัพย์สินลดลงพร้อมแนวทางการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม ให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และผู้ถือหน่วยลงทุนทราบภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ
(2) ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการตาม (1) ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ
(3) รายงานผลการดำเนินการให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ทราบภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการแล้วเสร็จ
(4) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของกองทุนตาม (1) ต่อผู้ที่สนใจจะลงทุนเพื่อให้ผู้ที่สนใจจะลงทุนรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสถานะของกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวด้วย
ระยะเวลาในการดำเนินการตามข้อ (2) บริษัทจัดการสามารถขอผ่อนผันต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.
บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) ได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk spectrum) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด โดยเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนดังกล่าว โดยประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ และเว็บไซต์ของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)
รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับหน่วยลงทุนชนิดควบประกัน :
ข้อมูลสิทธิประโยชน์และความคุ้มครอง
ผู้รับเอาประกันของหน่วยลงทุนชนิดควบประกันในปัจจุบัน คือ บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต
ผู้ถือหน่วยลงทุนของหน่วยลงทุนชนิดควบประกันจะได้รับความคุ้มครองประกันชีวิตและสุขภาพของบริษัทประกัน ตามที่กรมธรรม์กำหนด ดังนี้
1.คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเอาประกัน
•เป็นบุคคลธรรมดา
•เป็นผู้ถือหน่วยลงทุนที่อยู่ในทะเบียนรายชื่อผู้ถือหน่วยลงทุนชนิดควบประกันโดยถือครองหน่วยลงทุนที่มีมูลค่าเงินลงทุนคงเหลือรวมตั้งแต่ 50,000 บาท ขึ้นไป หรือจำนวนอื่นใดที่บริษัทจัดการจะเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยบริษัทจัดการจะพิจารณามูลค่าเงินลงทุนคงเหลือตามเลขที่บัตรประชาชนของผู้ถือหน่วยลงทุน
มูลค่าเงินลงทุนคงเหลือ = มูลค่าเงินที่ผู้ถือหน่วยลงทุนซื้อ/สับเปลี่ยนเข้า – มูลค่าเงินที่ผู้ถือหน่วยลงทุนขาย/สับเปลี่ยนออก
•ต้องมีอายุระหว่าง 15-65 ปีบริบูรณ์ (หรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทจัดการกำหนด)
•เป็นบุคคลที่บริษัทประกันถือว่ามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โดยสิทธิความคุ้มครองจะมีผลเมื่อได้รับการอนุมัติ การเอาประกันจากบริษัทประกัน
ทั้งนี้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ และเงื่อนไขของผู้มีสิทธิเอาประกันตามความเหมาะสม โดยการดำเนินการดังกล่าวบริษัทจัดการจะคำนึงถึงประโยชน์ของกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว และจะเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างทั่วถึงด้วยวิธีการที่เหมาะสมอันทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว โดยอย่างน้อยจะเผยแพร่ข้อมูลไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทจัดการและเว็บไซต์ของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)
2.ความคุ้มครอง
ในกรณีที่ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นผู้มีสิทธิเอาประกัน ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับความคุ้มครองนับตั้งแต่วันที่เริ่มความคุ้มครอง หรือนับตั้งแต่วันที่ได้รับการอนุมัติการเอาประกันจากบริษัทประกัน
3.ผู้ถือหน่วยลงทุนจะสิ้นสุดความคุ้มครอง ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
•เมื่อกรมธรรม์สิ้นสุดผลบังคับ
•เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนพ้นสภาพการเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนชนิดควบประกัน
•เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนเสียชีวิต
•เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนมีอายุเกินกว่าอายุสูงสุดที่กำหนดไว้ข้างต้น
•เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนมีมูลค่าเงินลงทุนคงเหลือไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
•เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งของคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเอาประกันตามข้อ 1.
ทั้งนี้ การสิ้นสุดความคุ้มครอง ให้เป็นไปตามเงื่อนไขตามปีกรมธรรม์หรือตามรอบระยะเวลาที่บริษัทประกันกำหนด
4.ผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีสิทธิเอาประกันจะได้รับความคุ้มครองด้านประกันชีวิตและสุขภาพ โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยกำหนด
5.ผู้ถือหน่วยลงทุนจะต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล อาทิเช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ ข้อมูลด้านสุขภาพ ของผู้ถือหน่วยลงทุน หรือข้อมูลอื่นใดที่เป็นตามที่บริษัทประกันกำหนด ทั้งนี้ หากบริษัทจัดการไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลใด ๆ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการปฏิเสธการได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและสุขภาพดังกล่าว
สิทธิประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนที่ได้รับตามกรมธรรม์ดังกล่าว บริษัทจัดการได้จัดให้เพื่อความคุ้มครองผู้ถือหน่วยลงทุนและเพื่อเป็นประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตและสุขภาพ โดยเบี้ยประกันที่ได้รับความคุ้มครองจะรวมอยู่ในค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
ทั้งนี้ บริษัทจัดการอาจพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้านการประกันชีวิตและสุขภาพทุก ๆ ปี หรือระยะเวลาอื่นใดตามที่บริษัทจัดการเห็นสมควร หากบริษัทจัดการเห็นว่าสิทธิประโยชน์ด้านการประกันชีวิตและสุขภาพจะไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ลงทุนโดยรวม หรือมีผลกระทบต่อกองทุนรวมในอนาคต บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ความคุ้มครอง เงื่อนไขกรมธรรม์ บริษัทประกัน หรือเงื่อนไขอื่นใด ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รวมถึงยกเลิกสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ หรือยกเลิกหน่วยลงทุนชนิดควบประกัน โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว และจะเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างทั่วถึงด้วยวิธีการที่เหมาะสมอันทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว โดยอย่างน้อยจะเผยแพร่ข้อมูลไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทจัดการและเว็บไซต์ของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)
เงื่อนไขการเริ่มรับความคุ้มครอง
•การเปิดให้บริการหน่วยลงทุนชนิดควบประกันครั้งแรก หากมีผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์ไม่ถึง 50 ราย บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเลื่อนรอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและสุขภาพ หรือปฏิเสธการให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและสุขภาพ และหากภายหลังเปิดให้บริการหน่วยลงทุนชนิดควบประกันครั้งแรก มีผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์เพิ่มขึ้นจนถึง 50 ราย ผู้ถือหน่วยลงทุนดังกล่าวก็จะได้รับสิทธิการคุ้มครองตามเงื่อนไขที่กำหนด
•การเปิดให้บริการหน่วยลงทุนชนิดควบประกันครั้งแรก หากมีผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์ครบ 50 ราย และต่อมาภายหลังการเปิดให้บริการหน่วยลงทุนชนิดควบประกันครั้งแรก มีผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์ลดลงต่ำกว่า 50 ราย ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมยังคงได้รับสิทธิคุ้มครองตามเงื่อนไขที่กำหนด
วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ หมายถึง ตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนถัดไปนับจากวันเปิดให้บริการชนิดหน่วยลงทุนควบประกันครั้งแรก (หรือวันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์)
วันที่เริ่มความคุ้มครอง หมายถึง วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับหรือวันที่บริษัทประกันอนุมัติให้ความคุ้มครอง หรือ เปลี่ยนแปลงแผนความคุ้มครองให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน
ระยะเวลาความคุ้มครอง หมายถึง วันที่เริ่มความคุ้มครอง ถึงวันสิ้นสุดความคุ้มครอง ซึ่งจะไม่เกินวันที่กรมธรรม์ยังให้ความคุ้มครองอยู่
เงื่อนไขวันเริ่มคุ้มครอง
•กรณีผู้ถือหน่วยลงทุนทำรายการซื้อภายในวันที่ 25 ก่อนเวลา 15.30 น. ของเดือนนั้น ๆ วันได้รับสิทธิคุ้มครอง คือ วันที่ 1 ของเดือนถัดจากเดือนที่ลงทุน
•กรณีผู้ถือหน่วยลงทุนทำรายการซื้อภายหลังวันที่ 25 ของเดือนนั้น ๆ วันได้รับสิทธิคุ้มครอง คือ วันที่ 1 ของ 2 เดือนถัดจากเดือนที่ลงทุน
บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงวันที่เริ่มความคุ้มครอง โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว และจะเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างทั่วถึงด้วยวิธีการที่เหมาะสมอันทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว โดยอย่างน้อยจะเผยแพร่ข้อมูลไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทจัดการและเว็บไซต์ของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) เว้นแต่กรณีที่เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ หรือกรณีจำเป็นและสมควร บริษัทจัดการจะแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยทันที