SCBNDQPIN(A)
ที่เลือกเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนผ่านการเพิ่มมูลค่าของหน่วยลงทุนเป็นหลัก (Total return)
กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Nasdaq Equity Premium Income
เน้นลงทุนในหุ้น ผ่านกองทุนหลัก Nasdaq Equity Premium Income Active UCITS ETF รูปแบบ Passive (อ้างอิงดัชนี) ป้องกันความเสี่ยง FX ตามดุลยพินิจ • มีค่าธรรมเนียมซื้อ 1.0% • รับเงินคืน T+3
NAV ล่าสุด
9.5283
2026-07-31
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
160 ล้านบาท
ข้อมูลล่าสุดที่มี
ระดับความเสี่ยงของกองทุน
6
ระดับ 6 จาก 8
ค่าธรรมเนียมรวม (เก็บจริง)
1.15%
อันดับค่าธรรมเนียม 1 จาก 9
1 วัน
-0.14%
1 สัปดาห์
-1.58%
1 เดือน
-
3 เดือน
-
6 เดือน
-
1 ปี
-
5 ปี
-
สูงสุด
-4.72%
-4.72%(-0.4725)
ผลตอบแทนจาก NAV ต่อหน่วย ไม่รวมเงินปันผล
ผลตอบแทนรายเดือน
| ประเภทค่าธรรมเนียม | ตามหนังสือชี้ชวน | เก็บจริง |
|---|---|---|
| การจัดการ (Management Fee) | 1.07% | 1.07% |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) | 3.21% | 1% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee) | 3.21% | 0% |
| ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนเข้า (Switching In Fee) | 3.21% | 1% |
| ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนออก (Switching Out Fee) | 3.21% | 0% |
| ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer Fee) | 1% | 1% |
| ค่าใช้จ่ายทั้งหมด (Total Fee and Expense) | 2.36% | 1.15% |
รายการข้างต้นแสดงอัตราเพดานตามหนังสือชี้ชวน และอัตราเรียกเก็บจริงงวดล่าสุดเมื่อมีข้อมูล
กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) ได้แก่ Nasdaq Equity Premium Income Active UCITS ETF (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน USD (acc) ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Exchange Traded Fund ( ETF) และเป็น Sub Fund ของกองทุน JPMorgan ETFs (Ireland) ICAV บริหารโดย JPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l. และมีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ Undertaking for Collective Investment in Transferable Securities (UCITS) ภายใต้กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ โดยกองทุนหลักจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange สหราชอาณาจักร ตลาดหลักทรัพย์ DEUTSCHE BÖRSE ประเทศเยอรมนี ตลาดหลักทรัพย์ SIX SWISS EXCHANGE ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตลาดหลักทรัพย์ BORSA ITALIANA ประเทศอิตาลี ทั้งนี้ กองทุนจะซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนหลักผ่านตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)
กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียน หรือดำเนินธุรกิจหลักในประเทศสหรัฐอเมริกา และขายสิทธิในการซื้อตราสารทุน (Equity call options) และ/หรือสิทธิในการซื้อตราสารทุนที่อ้างอิงกับดัชนี (Equity index call options) เพื่อสร้างรายได้จากเงินปันผลจากการลงทุนในตราสารทุน และค่าพรีเมียม (Premium) จากการขายสัญญา Call options
กองทุนมี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
ส่วนที่เหลือ บริษัทจัดการอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หน่วย CIS เงินฝากและ/หรือบัตรเงินฝากทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ รวมถึงอาจมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์อื่นหรือทรัพย์สินอื่น และ/หรือหาดอกผลโดยวิธีการอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด หรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้
กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ที่มี underlying เป็นหุ้น และ/หรืออัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient portfolio management) และ/หรือการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เพิ่มขึ้น และ/หรือลดค่าใช้จ่ายของกองทุน รวมทั้งอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน เช่น การทำสัญญาสวอปและ/หรือสัญญาฟอร์เวิร์ดที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบ
กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (Dynamic Hedging) ซึ่งสามารถมีอัตราส่วนการป้องกันความเสี่ยงได้ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนแต่ไม่เกินร้อยละ 105 ของมูลค่าความเสี่ยงที่มีอยู่ โดยผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เป็นต้น เพื่อคาดการณ์ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน
การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) อาจมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์อ้างอิงที่เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และ/หรือกองทุนอาจมีความเสี่ยงจากการที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากมีภาระความเสี่ยงจากการเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันที่ตกลงไว้ได้ อย่างไรก็ดี ในส่วนของแนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทจัดการจะคาดการณ์และศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรอ้างอิงของตราสารอย่างรอบคอบ รวมทั้งติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลกระทบต่อราคา และปรับเปลี่ยนสถานการณ์ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดในขณะนั้น รวมถึงบริษัทจัดการจะพิจารณาลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับคู่สัญญาที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ทั้งนี้ การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า บริษัทจัดการจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ
กองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade) ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) ตราสารทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted) รวมถึงอาจทำธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ หรือธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด
ทั้งนี้ ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้รวมด้วยก็ได้ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง1) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infra) ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยการลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ทั้งนี้ กองทุนปลายทางไม่สามารถลงทุนย้อนกลับในกองทุนต้นทาง (circle investment) และกองทุนปลายทางจะไม่ลงทุนต่อในกองทุนอื่นภายใต้บริษัทจัดการเดียวกัน (cascade investment) เกินกว่า 1 ทอด
การใช้สิทธิออกเสียงกรณีกองทุนลงทุนในกองทุนรวมภายใต้การจัดการเดียวกัน : ห้ามมิให้กองทุนต้นทางลงมติให้กองทุนปลายทาง
หากในกรณีที่การลงทุนในกองทุนหลักนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไป โดยอาจสืบเนื่องจากการได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอื่นๆ ของกองทุนหลักนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุน ลักษณะกองทุน อัตราค่าธรรมเนียม การลงทุนหรือมีไว้ซึ่งทรัพย์สินอื่นใดที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด หรือผลตอบแทน/ผลการดำเนินงานของกองทุนต่างประเทศตํ่ากว่าผลตอบแทน/ผลการดำเนินงานของกองทุนอื่น ๆ ที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกัน หรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือขนาดของกองทุนต่างประเทศลดลง จนอาจมีผลกระทบต่อกองทุน หรือการลงทุนของกองทุนต่างประเทศไม่เป็นไปตามหนังสือชี้ชวนหรือโครงการหรือเมื่อกองทุนต่างประเทศกระทำความผิดตามความเห็นของหน่วยงานที่กำกับดูแลกองทุนต่างประเทศ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือสิ่งอื่นใดที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของกองทุนในฐานะผู้ลงทุน หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองทุน กล่าวคือ ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจมีผลต่อกองทุนหลัก และ/หรือบริษัทจัดการ หรือในกรณีที่มีกองทุนอื่นที่มีนโยบายใกล้เคียงกัน และบริษัทเห็นว่าการย้ายไปลงทุนในกองทุนดังกล่าวเป็นผลดีต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของกองทุนหรือเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน และเป็นผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงกองทุนรวมต่างประเทศหรือกองทุนหลักเป็นกองทุนต่างประเทศอื่นได้ตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ขัดกับวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของกองทุน หรือขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกกองทุน ทั้งนี้ กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกองทุนหลักดังกล่าว หรือกรณีที่กองทุนหลักมีการเปลี่ยนชื่อ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิขอความเห็นชอบแก้ไขโครงการต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อเปลี่ยนชื่อกองทุนให้สอดคล้องกับกองทุนหลัก
อีกทั้งบริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงสกุลเงินลงทุนเป็นสกุลเงินอื่นใดนอกเหนือจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อื่นใดนอกเหนือจากตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange สหราชอาณาจักร รวมถึงเปลี่ยนแปลงชนิดของหน่วยลงทุน (class) (ถ้ามี) ตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการในภายหลังได้ โดยถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยแล้ว ซึ่งบริษัทจัดการจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะแจ้งการเปลี่ยนแปลงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าโดยจะดำเนินการด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบข้อมูลดังกล่าวในช่องทางที่เข้าถึงได้ง่ายและทั่วถึงและภายในเวลาที่ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนได้ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือก่อนทำการลงทุนดังกล่าว
กรณีการลงทุนของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์มีลักษณะครบถ้วนตาม 1 และ 2 ให้ บลจ. ดำเนินการตาม 3
(1) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี < 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ หรือ
(2) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์โดยกองทุนต่างประเทศไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนดัชนีหรือ ETF
(1) NAV ณ วันใดวันหนึ่งลดลง > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง หรือ
(2) ยอดรวมของ NAV ลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกันคิดเป็นจำนวน > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง
การดำเนินการ
ระยะเวลาดำเนินการ
(แนวทางการดำเนินการดังกล่าวจะคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยโดยรวม)ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ2. เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อ 1. ต่อผู้ลงทุนทั่วไป
(ดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย)พร้อมข้อ 1. 3. ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการตามข้อ 1.ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มี
การเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ4. รายงานผลการดำเนินการตามข้อ 3. ให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ทราบภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการตามข้อ 3. แล้วเสร็จในการโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนต่างประเทศอื่นข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาดำเนินการครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ โดยการทยอยโอนย้ายเงินลงทุนอาจส่งผลให้ช่วงระยะเวลาดังกล่าว กองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศมากกว่า 1 กองทุน ตามที่ระบุไว้ในโครงการข้างต้น อย่างไรก็ตามหากบริษัทจัดการไม่สามารถลงทุนในกองทุนอื่นใดที่มีนโยบายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ บริษัทจัดการอาจพิจารณาดำเนินการขอมติผู้ถือหน่วยลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุน หรือดำเนินการยกเลิกโครงการจัดการกองทุนรวมได้
บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) ได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk spectrum) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด โดยเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนดังกล่าว โดยประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ และเว็บไซต์ของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)
ในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้ความเห็นชอบหรือมีประกาศแก้ไขหรือเพิ่มเติมประเภทหรือลักษณะหรืออัตราส่วนการลงทุนของหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงประเภทหรือลักษณะหรืออัตราส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามประกาศฯ ฉบับใหม่ โดยถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว
ข้อมูลทั่วไปของ Nasdaq Equity Premium Income Active UCITS ETF (กองทุนหลัก)
(แหล่งที่มาของข้อมูล : หนังสือชี้ชวนกองทุนหลัก ข้อมูล ณ 16 กุมภาพันธ์ 2569)
ลักษณะทั่วไปของกองทุนหลัก
วัตถุประสงค์การลงทุนกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อสร้างรายได้และการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว
นโยบายการลงทุนกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียน หรือดำเนินธุรกิจหลักในประเทศสหรัฐอเมริกา และขายสิทธิในการซื้อตราสารทุน (Equity call options) และ/หรือสิทธิในการซื้อตราสารทุนที่อ้างอิงกับดัชนี (Equity index call options) เพื่อสร้างรายได้จากเงินปันผลจากการลงทุนในตราสารทุน และค่าพรีเมียม (Premium) จากการขายสัญญา Call options ดังนี้
การลงทุนในตราสารทุน
กองทุนหลักจะลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียน หรือดำเนินธุรกิจหลักในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่าร้อยละ 67 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนหลัก (ทั้งนี้ ไม่รวมทรัพย์สินที่ลงทุนเพื่อบริหารสภาพคล่อง) อย่างไรก็ดี กองทุนหลักอาจลงทุนในตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทในประเทศอื่นใดเพิ่มเติมได้
ทั้งนี้ กองทุนหลักมิได้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลการดำเนินงานให้สอดคล้องกับดัชนี Nasdaq‑100 (ดัชนีอ้างอิง) โดยกองทุนหลักจะลงทุนในตราสารทุน (ซึ่งอาจรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงตราสารทุนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิง) ผ่านการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรุก เพื่อมุ่งสร้างรายได้ และบริหารพอร์ตการลงทุนให้มีความผันผวนต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง
ในส่วนของการลงทุนในตราสารทุน ผู้จัดการกองทุนหลักใช้แนวทางการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาการข้อมูล (data science driven investment approach) ซึ่งประกอบด้วยการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการบริหารความเสี่ยงที่ผู้จัดการกองทุนหลักใช้เทคนิคเฉพาะที่พัฒนาขึ้นภายในองค์กรในการประมวลผล วิเคราะห์ และบูรณาการแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น งานวิจัยพื้นฐานของผู้จัดการกองทุนหลัก ข้อมูลพื้นฐานของบริษัท งานวิจัยอุตสาหกรรม ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และข่าวสารเฉพาะของแต่ละบริษัท โดยผู้จัดการกองทุนหลักจะนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากแหล่งข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการคาดการณ์แนวโน้มทางการเงินของหลักทรัพย์แต่ละตัว เพื่อพิจารณามูลค่าและระดับราคาของหลักทรัพย์ที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับความเสี่ยง และดำเนินการคัดเลือกหลักทรัพย์เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของผลการดำเนินงานและควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ไปพร้อมกัน
การลงทุนในสัญญาออปชั่น
กองทุนหลักมุ่งแสวงหารายได้เพิ่มเติมผ่านการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน (Financial Derivative Instrument) ในรูปแบบของกลยุทธ์เสริม (overlay strategy) ผ่านการขายสิทธิในการซื้อตราสารทุน (Equity call options) และ/หรือสิทธิในการซื้อตราสารทุนที่อ้างอิงกับดัชนี (Equity index call options) โดยสัญญาออปชั่นดังกล่าวจะอ้างอิงกับดัชนีที่ประกอบด้วยหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีอ้างอิง ทั้งนี้ รายได้จากค่าพรีเมียม (Premium) ที่ได้รับ จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนและลดความผันผวนของกองทุนหลัก รวมถึงอาจช่วยชดเชยผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในตราสารทุน อย่างไรก็ดี ผลขาดทุนที่เกิดจากการขายสิทธิในการซื้อตราสารทุน (Equity call options) และ/หรือสิทธิในการซื้อตราสารทุนที่อ้างอิงกับดัชนี (Equity index call options) อาจหักลบ (offset) กับมูลค่าของตราสารทุนที่เพิ่มขึ้นในพอร์ตการลงทุนของกองทุนหลักได้เช่นกัน
ในส่วนของการลงทุนในสัญญาออปชั่น กองทุนหลักในฐานะผู้ขายสัญญาออปชั่นจะได้รับค่าพรีเมียมจากผู้ซื้อสัญญาออปชั่น เพื่อแลกกับการให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการใช้สิทธิเพื่อรับผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอ้างอิง ตามราคาที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่าราคาใช้สิทธิ (exercise price หรือ strike price) ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยในกรณีที่มูลค่าของดัชนีอ้างอิงที่เป็นฐานของสัญญาออปชันต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ โดยทั่วไปผู้ซื้อสัญญาออปชั่นจะไม่ใช้สิทธิ และกองทุนหลักจะได้รับค่าพรีเมียมเต็มจำนวนเมื่อสัญญาครบอายุ หรือได้รับค่าพรีเมียมบางส่วนในกรณีที่สัญญาถูกยกเลิกก่อนกำหนด ในทางตรงกันข้าม ในกรณีที่มูลค่าของดัชนีอ้างอิงปรับสูงกว่าราคาใช้สิทธิ โดยทั่วไปผู้ซื้อออปชั่นจะใช้สิทธิ และกองทุนหลักจะต้องชำระส่วนต่างระหว่างมูลค่าของดัชนีอ้างอิงกับราคาใช้สิทธิให้แก่ผู้ซื้อสัญญาออปชั่น
ผู้จัดการกองทุนหลักจะคัดเลือกสัญญาออปชั่นที่ลงทุน โดยพิจารณาจากการประเมินระดับความผันผวนของตลาด ระดับมูลค่าของดัชนี และความเสี่ยงของตลาด ซึ่งผู้จัดการกองทุนหลักจะใช้ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์ภายในและแหล่งข้อมูลจากภายนอก รวมทั้งพิจารณาค่าพรีเมียม เพื่อกำหนดเงื่อนไขของสัญญาออปชั่นที่เหมาะสม เช่น ราคาใช้สิทธิ และวันครบกำหนดอายุของสัญญา
ดัชนี Nasdaq‑100 (ดัชนีอ้างอิง) สะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน จำนวน 100 แห่ง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งครอบคลุมบริษัทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ โดยผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับดัชนีอ้างอิงได้ที่ www.nasdaq.com/docs/nasdaq-100-index-product-guide
ทั้งนี้ ดัชนี Nasdaq‑100 ถูกนำมาใช้เป็นดัชนีอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนหลัก เนื่องจากดัชนีดังกล่าวสะท้อนกรอบและกลยุทธ์การลงทุนหลักของกองทุนหลัก อย่างไรก็ดี สัดส่วนและความเสี่ยงในการลงทุนของกองทุนหลักอาจแตกต่างจากดัชนีอ้างอิงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกองทุนหลักมีการใช้กลยุทธ์เสริมผ่านการลงทุนในสัญญาออปชัน (options overlay strategy)
อนึ่ง โดยทั่วไป กองทุนหลักจะลงทุนเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อย่างไรก็ตาม กรณีกองทุนหลักมีการลงทุนเป็นสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนหลักอาจทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
การบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลงทุน
ผู้จัดการกองทุนหลักมีการบูรณาการปัจจัยด้าน ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลงทุน เพื่อประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยในการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาว ทั้งนี้ การพิจารณาปัจจัยด้าน ESG จะมุ่งเน้นในมิติของผลกระทบทางการเงินเป็นหลัก โดย ESG เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ผู้จัดการกองทุนหลักนำมาประกอบการพิจารณาจัดพอร์ตการลงทุน และซื้อขายหลักทรัพย์
การลงทุนในหลักทรัพย์ / ทรัพย์สินอื่น
กองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipts) ที่จดทะเบียนหรือซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับการรับรองในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ กองทุนหลักอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs)
ภายใต้สภาวะตลาดปกติ กองทุนหลักจะลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนหลัก ซึ่งรวมถึงเงินฝาก ใบรับฝากเงิน (certificates of deposit) ตั๋วเงินระยะสั้น (commercial paper) พันธบัตรอัตราดอกเบี้ยคงที่ที่ออกโดยรัฐบาลและมีอันดับความน่าเชื่อถือระดับที่สามารถลงทุนได้ และกองทุนรวมตลาดเงิน อย่างไรก็ตาม ในบางขณะ กองทุนหลักอาจมีไว้ซึ่งสินทรัพย์สภาพคล่องในสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลักได้ เพื่อรองรับปริมาณการซื้อขายจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน หรือเพื่อรองรับการขายคืนหน่วยลงทุนจำนวนมากในวันทำการเดียวกัน ทั้งนี้ กองทุนหลักจะพยายามลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์สภาพคล่องดังกล่าวให้ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลักโดยเร็ว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ การลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่น ซึ่งรวมถึงกองทุนรวมอีทีเอฟ และกองทุนรวมตลาดเงิน จะไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนหลัก
การลงทุนในตราสารอนุพันธ์และการบริหารความเสี่ยง
กองทุนหลักอาจลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (Financial Derivative Instruments) เพื่อประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตการลงทุน และเพื่อการลงทุนผ่านการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อให้กองทุนหลักมีฐานะการลงทุนในดัชนีตราสารทุนตามหลักเกณฑ์ UCITS เพื่อป้องกันความเสี่ยง และ/หรือเพื่อบริหารกระแสเงินสดและการซื้อขายในประเทศต่างๆ ที่มีเวลาแตกต่างกัน โดยประเภทของตราสารอนุพันธ์ที่กองทุนหลักสามารถลงทุนได้มีดังนี้
(1) สัญญาออปชั่นที่อ้างอิงกับดัชนีตราสารทุนตามหลักเกณฑ์ UCITS
(2) สัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงกับทรัพย์สินที่กองทุนหลักสามารถลงทุนได้
(3) สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
(4) ใบสำคัญแสดงสิทธิ (warrants) โดยจะลงทุนไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก
ทั้งนี้ กองทุนหลักคํานวณ Global Exposure limit ด้วยวิธี Relative VaR และกำหนดระดับ Leverage ที่คาดหวังอยู่ที่ร้อยละ 200 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก หรืออาจสูงกว่าระดับดังกล่าวได้ในบางช่วงเวลา
ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange สหราชอาณาจักรหน่วยงานต่างประเทศที่กำกับดูแลCentral Bank of Irelandวันจัดตั้งกองทุน/ชนิดหน่วยลงทุน29 ตุลาคม 2567สกุลเงิน (Base Currency)ดอลลาร์สหรัฐ (USD)นโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่จ่ายวันทำการซื้อขายหน่วยลงทุนทุกวันทำการBloomberg TickerJEQA LNISINIE000N6I8IU2ดัชนีชี้วัด/อ้างอิง(Benchmark)Nasdaq-100 IndexIndex tickerNDXManagement CompanyJPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l.Investment ManagerJ.P. Morgan Investment Management Inc.DepositaryBrown Brothers Harriman Trustee Services (Ireland) LimitedAuditorsPricewaterhouseCoopersเว็บไซต์ (website)https://am.jpmorgan.com/lu/en/asset-management/per/products/jpm-nasdaq-equity-premium-income-active-ucits-etf-usd-acc-ie000n6i8iu2ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุนหลัก
Ongoing charge0.36%การสรุปสาระสำคัญของกองทุนหลักได้ถูกคัดเลือกมาเฉพาะส่วนที่สำคัญและจัดแปลมาจากหนังสือชี้ชวนต้นฉบับของกองทุนหลัก ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกับหนังสือชี้ชวนต้นฉบับให้ถือตามต้นฉบับเป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ หากกองทุนหลักมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลข้างต้นใดๆ ซึ่งบริษัทจัดการเห็นว่าไม่มีนัยสําคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับกองทุนหลัก ซึ่งถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว โดยจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ
เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนผ่านการเพิ่มมูลค่าของหน่วยลงทุนเป็นหลัก (Total return)
เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนจากเงินปันผล
เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ โดยกองทุนมุ่งหวังที่จะให้ผู้ลงทุนรับรายได้สม่ำเสมอจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ