1.นโยบายการลงทุน
1.1. วัตถุประสงค์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ/หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ที่มีลักษณะดังนี้ โดยมีฐานะการลงทุนสุทธิ (Net Exposure) ในหุ้นดังกล่าว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุน
(1) หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่ามีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment: E) หรือด้านความยั่งยืน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) และ/หรือ
(2) หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แผนการจัดการ และการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย รวมทั้งจัดให้มีการทวนสอบการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยผู้ทวนสอบที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ยอมรับ และ/หรือ
(3) หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีธรรมาภิบาล (Governance) ที่มีลักษณะดังนี้
(3.1) เป็นหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีธรรมาภิบาล (Governance) โดยได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies: CGR) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ตั้งแต่ 90 คะแนนขึ้นไป หรือเทียบเท่า
(3.2) มีการเปิดเผยเป้าหมายและแผนในเรื่องดังนี้ และรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติตามเป้าหมายหรือแผนผ่านช่องทางของ SET ซึ่งจัดไว้สำหรับการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวโดยเฉพาะ
(3.2.1) การมีเป้าหมายและแผนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มมูลค่าของกิจการ (Corporate Value Up Plan)
(3.2.2) การมีเป้าหมายและแผนการยกระดับการดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนี้ โดยต้องตั้งเป้าหมายเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการยกระดับดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีนับแต่วันที่เปิดเผยเป้าหมายและแผนการยกระดับ
(3.2.2.1) แผนดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อเข้ารับการประเมินจากผู้ประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลตามที่ประกาศการลงทุนของกองทุนกำหนด
(3.2.2.2) เป้าหมายและแผนดำเนินการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตามข้อ (2)
(3.3) มีการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับผู้ลงทุน ตามที่ SET กำหนด
เงื่อนไขในการลงทุนเพิ่มเติม
ในกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการประกาศเปลี่ยนแปลงรายชื่อบริษัทจดทะเบียนฯ ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลทำให้บริษัทจดทะเบียนฯ ที่กองทุนลงทุนอยู่ไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในการประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนฯ ดังกล่าวต่อไป หากบริษัทจัดการพิจารณาแล้วเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุน ทั้งนี้ หุ้นดังกล่าวจะถูกนับรวมอยู่ในหุ้นที่ไม่ได้มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งมีสัดส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุน
สำหรับส่วนที่เหลือกองทุนอาจลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เงินฝาก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ/หรือตราสารทางการเงินอื่นๆ ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้
กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยง (Hedging) และ/หรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) ซึ่งมีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนได้ ดัชนี SET50 หรือดัชนีอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน และอัตราดอกเบี้ย จึงอาจมีความเสี่ยงจากการที่คู่สัญญาในการทําธุรกรรมไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพัน เมื่อครบระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งบริษัทจัดการจะพิจารณาลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับธนาคารพาณิชย์และ/หรือ สถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) และบริษัทจัดการจะติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงที่คู่สัญญาจะไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ กองทุนอาจมีความเสี่ยงจากการที่ราคาสินทรัพย์อ้างอิงในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ โดยอาจเกิดจากสภาวะตลาด รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หากคาดการณ์ผิดอาจทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนน้อยลงหรือเสียโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ซึ่งบริษัทจัดการจะติดตามเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ
ในกรณีที่ผู้จัดทำดัชนีอ้างอิงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ได้แก่ ดัชนี SET50 หรือดัชนีอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณดัชนีอ้างอิง เพื่อให้สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีอ้างอิงหรือสะท้อนสภาวะตลาดในปัจจุบัน หรือมีการยกเลิกการคำนวณดัชนีอ้างอิง อันเนื่องมาจากผู้จัดทำดัชนีอ้างอิงพิจารณาเห็นว่า หลักการหรือวิธีการที่ใช้ในการคำนวณดัชนีอ้างอิงไม่เหมาะสมอีกต่อไป บริษัทจัดการจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) โดยอาจพิจารณาลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหลักทรัพย์อื่นที่สอดคล้องกับพอร์ตการลงทุนของกองทุน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการลงทุนที่กำหนดไว้ข้างต้น หรือไม่มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) อีกต่อไป
กองทุนจะไม่ลงทุนในตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ตัวตราสารหรือที่ผู้ออกตราสารต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) ตราสารที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ตัวตราสารและที่ผู้ออกตราสาร (Unrated) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ตัวตราสารหรือที่ผู้ออกตราสารต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) เฉพาะกรณีที่ตราสารนั้นได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ตัวตราสารหรือที่ผู้ออกตราสารในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ขณะที่กองทุนลงทุนเท่านั้น รวมทั้งกองทุนจะไม่ลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities) เว้นแต่เป็นหุ้นที่อยู่ในระหว่างการเสนอขายตราสารต่อประชาชนเป็นการทั่วไปในครั้งแรก (IPO) เพื่อการจดทะเบียนซื้อขาย และ/หรือมีการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ตราสารทุนนั้นเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขณะที่กองทุนลงทุนเท่านั้น
ทั้งนี้ ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการจะไม่นับช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม และ/หรือช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม และ/หรือช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืน หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน ซึ่งต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ รวมด้วยก็ได้ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
1.2. เป้าหมายที่กองทุนต้องการบรรลุ
กองทุนจะเน้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียนฯ ที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) หรือด้านความยั่งยืน (Environment, Social and Governance: ESG) และ/หรือหุ้นที่มีการเปิดเผยข้อมูล แผนการจัดการ และการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ/หรือหุ้นที่มีธรรมาภิบาล เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน รวมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนให้มีกิจการที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG มากขึ้น ส่งผลให้เกิดระบบนิเวศที่ยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนฯ และประเทศไทย บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้งนี้ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://sdgs.un.org/goals
1.3. กรอบการลงทุน (Investment Universe)
กองทุนจะลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนใน SET และ/หรือ mai ดังนี้ 1) หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นในการบริหารจัดการด้าน E หรือ ESG และ/หรือ 2) หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แผนการจัดการ และการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย รวมทั้งจัดให้มีการทวนสอบการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยผู้ทวนสอบที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ยอมรับ และ/หรือ 3) หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีธรรมาภิบาล (Governance) ที่มีลักษณะตามหัวข้อ “วัตถุประสงค์การลงทุนที่เกี่ยวกับความยั่งยืน” (3)
2.กลยุทธ์การลงทุน
2.1. หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลักทรัพย์
กองทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมด (Investment Universe) ในกลุ่มหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนแบบ ESG หรือ ESG Universe ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านความยั่งยืน หรือหุ้นของบริษัทที่ต้องบรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือหุ้นของบริษัทที่มีธรรมาภิบาล ตามกระบวนการวิเคราะห์การลงทุนแบบ ESG Integration ของบริษัทจัดการ ซึ่งกลุ่มหลักทรัพย์ดังกล่าวจะมีการทบทวนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
2.2. กระบวนการวิเคราะห์และคัดเลือกหลักทรัพย์
กองทุนจะใช้กระบวนการคัดเลือกแบบคัดกรองเชิงบวก (Positive Screening) โดยการคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนฯ ที่ได้รับการคัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่ามีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment: E) หรือด้านความยั่งยืน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) หรือหุ้นของบริษัทที่ต้องบรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือหุ้นของบริษัทที่มีธรรมาภิบาล และจะใช้การวิเคราะห์การลงทุนแบบ ESG Integration ซึ่งเป็นกระบวนการวิเคราะห์ภายในของบริษัทจัดการในการวิเคราะห์ ESG ของแต่ละบริษัทเพิ่มเติม
ผู้จัดการกองทุนมีแนวทางการบริหารพอร์ตการลงทุนภายใต้แนวคิด “Universal Investor” ด้วยความเชื่อที่ว่าภาพรวมของระบบเศรษฐกิจที่ดี ย่อมนำไปสู่มูลค่าอนาคตที่สูงขึ้นของพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม และไม่เพียงแต่มุ่งเน้นเพียงกำไรรายบริษัทหรือรายอุตสาหกรรม แต่ยังให้ความสำคัญต่อการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนและส่งผลกระทบเชิงบวกต่อโลกและสังคมควบคู่กันไปกับการดำเนินธุรกิจ
กลยุทธ์การวิเคราะห์หลักทรัพย์แบบ ESG Integration หมายรวมถึงการนำข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณด้าน ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ปรับลดด้วยค่าความเสี่ยง (Risk-adjusted Return) ที่ดีในระยะยาว ลดความเสี่ยงด้าน ESG จากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และแสวงหาโอกาสการลงทุนจากการดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมที่สอดคล้องกับข้อใดข้อหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ โดยผู้จัดการกองทุนมีการกำหนดกรอบการวิเคราะห์ในแต่ละมิติไว้ดังต่อไปนี้
2.2.1. สิ่งแวดล้อม (Environmental) : ประเด็นหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ และ/หรือองค์ประกอบในระบบธรรมชาติ (Natural Systems) ซึ่งได้แก่
1)การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) – ในเชิงของการวิเคราะห์ด้านความเสี่ยง ซึ่งจะนำมาใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนฯ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้
Source: United Nations Global Compact, KPMG International
•ความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical Risk) - ความเสี่ยงที่เกิดจากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างมีนัยยะทั้งแบบฉับพลันหรือแบบต่อเนื่อง เช่น ภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว เป็นต้น
•ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) - ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และ/หรือเชิงนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนฯ ในอนาคต
ผู้จัดการกองทุนพิจารณาและสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนฯ จัดให้มีกลยุทธ์ดังต่อไปนี้ ด้วยการสื่อสารผ่านการมีส่วนร่วมกับบริษัทจดทะเบียนฯ (Corporate Engagement) เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
•Climate Change Mitigation - มาตรการหรือนโยบายในการชะลอหรือลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก ซึ่งเป็นที่มาของภาวะโลกร้อน เช่น
O การจัดหาแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ลม พลังงานแสงอาทิตย์ เชื้อเพลิงชีวภาพ และอื่นๆ)
O อาคารสำนักงานหรือโรงงาน ที่ออกแบบให้มีการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
O ระบบสาธารณูปโภค ยานพาหนะ ที่ลดการพึ่งพาการใช้พลังงานแบบดั้งเดิมที่อาจไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
•Climate Change Adaptation and Resilience - การปรับตัวของบริษัทจดทะเบียนฯ ให้มีความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (Business Continuity Risks)
2)ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) - การนำทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ระบบนิเวศบนบกและในน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และที่ดิน มาเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ และจัดให้มีการบริหารทรัพยากรดังกล่าวอย่างยั่งยืน
3)มลภาวะ (Pollutions) - การบริหารจัดการเกี่ยวกับสารปนเปื้อน (ทางน้ำ อากาศ หรือสู่แหล่งธรรมชาติอื่นๆ) ที่มาจากกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
4)การบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Waste Management and Circular Economy) - ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนฯ มีแผนธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการชะลอปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากการใช้แล้ว
ผู้จัดการกองทุนจะวิเคราะห์ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลัก “ความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Sustainability) ซึ่งเป็นการบริหารจัดการผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อันเป็นผลมาจากการผลิตสินค้าหรือให้บริการ
ระดับบริษัท (Company Level):
การประเมินปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ผู้จัดการกองทุนมีความเข้าใจต่อผลกระทบที่มีต่อความผันผวนของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ และนำไปสู่การประเมินมูลค่าบริษัทที่แม่นยำมากกว่าการวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
ระดับอุตสาหกรรม (Industry Level):
การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสิ่งแวดล้อมในระดับอุตสาหกรรม ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมในระดับที่ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมแต่ละปัจจัยแตกต่างกันระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม
ระดับประเทศ (Country Level):
ผู้จัดการกองทุนมีการคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย และ/หรือนโยบายระดับประเทศด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต ซึ่งจะมีผลกระทบต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนฯ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนฯ หลายแห่งมีการประกอบธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย และ/หรือนโยบายระดับประเทศด้านสิ่งแวดล้อมอาจมีผลต่อการประเมินมูลค่าบริษัทเช่นกัน
2.2.2. สังคม (Social) : ประเด็นหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ ความเป็นอยู่ที่ดี และ/หรือผลประโยชน์ของบุคคล ทั้งในองค์กรและชุมชนใดๆ ซึ่งได้แก่
1)การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Development) – ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณากลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาความรู้ และทักษะของพนักงานในองค์กรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมที่บริษัทจดทะเบียนฯ นั้นประกอบธุรกิจอยู่ ซึ่งส่งผลให้บุคลากรมีระดับผลผลิต (Productivity level) ที่ดีขึ้น
2)สุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety) - แนวทางของบริษัทจดทะเบียนฯ ต่อสวัสดิภาพของพนักงานด้านชีวอนามัยและความปลอดภัยต่อเหตุร้ายแรง อุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งครอบคลุมถึงการกำหนดสวัสดิการการรักษาพยาบาลของพนักงานและครอบครัว การจัดสถานที่ทำงานให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และเตรียมพร้อมหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
3)สิทธิมนุษยชน (Human Rights) - สิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่พึงมี ได้แก่
•สิทธิในการมีชีวิตและเสรีภาพ
•เสรีภาพจากการถูกบังคับให้เป็นทาสและการทรมาน
•เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก
•สิทธิในการทำงานและการศึกษา
4)สิทธิแรงงาน (Labor Rights) - สิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะพนักงานคนหนึ่งที่พึงมี ได้แก่
•เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว
•สิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง
•แรงงานบังคับและการเลิกจ้างแรงงานบังคับ
•ค่าตอบแทนขั้นต่ำ
•แรงงานเด็ก
•การกำหนดค่าตอบแทนด้วยความเท่าเทียมและสมเหตุสมผล
•การเลือกปฏิบัติ (Discrimination)
5)แนวทางการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) - ความพร้อมของบริษัทจดทะเบียนฯ ในการสื่อสารและบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
6)ความรับผิดชอบต่อสินค้าหรือบริการ (Product Liability) - ความรับผิดชอบของบริษัทจดทะเบียนฯ ต่อสินค้าหรือบริการ สามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้
•กรณีสินค้าหรือบริการ มีข้อบกพร่อง
•กระบวนการผลิตเป็นเหตุให้สินค้าไม่สมบูรณ์หรือมีความบกพร่อง
•บริษัทจดทะเบียนฯ มีความบกพร่องในการเตือนหรือให้คำแนะนำในการใช้สินค้าหรือรับบริการ
ผู้จัดการกองทุนคาดหวังให้บริษัทจดทะเบียนฯ มีแนวทางในการจัดการด้านความรับผิดชอบต่อสินค้าหรือบริการอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ซึ่งนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม รวมไปถึงการตั้งสำรองกรณีหากพบว่าบริษัทจดทะเบียนฯ มีความผิดจริง นอกจากนี้ การถูกฟ้องร้องหรือกรณีพิพาทดังกล่าวยังเป็นเหตุให้บริษัทจดทะเบียนฯ มีผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์หรือการสูญเสียมูลค่าของแบรนด์ เป็นต้น
ผู้จัดการกองทุนคาดหวังให้บริษัทจดทะเบียนฯ มีแนวทางในการบริหารจัดการปัจจัยด้านสังคม แบบ Best-in-Class กล่าวคือ การผลักดัน การแข่งขันกันระหว่างบริษัทฯ ในอุตสาหกรรม เพื่อจัดการปัจจัยต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ระดับบริษัท (Company Level):
ปัจจัยด้านสังคมจะมีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนฯ ใดๆ มากขึ้นหรือน้อยลงขึ้นอยู่กับคุณลักษณะ ขนบธรรมเนียม ค่านิยมของประเทศหรือชุมชนที่บริษัทจดทะเบียนฯ นั้นดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่ต้องวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง โอกาสในแต่ละประเทศหรือชุมชน ที่บริษัทจดทะเบียนฯ ไปประกอบธุรกิจ
ระดับอุตสาหกรรม (Industry Level):
เช่นเดียวกับที่กล่าวมา จากความแตกต่างด้านขนบธรรมเนียม ค่านิยม ในแต่ละประเทศ ผู้จัดการกองทุนควรจัดลำดับความสำคัญตามความมีนัยยะ (Materiality) ก่อนหลัง เพื่อประเมินความเสี่ยง โอกาส ที่มาจากปัจจัยด้านสังคม
ระดับประเทศ (Country Level):
ผู้จัดการกองทุนมีการคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย และ/หรือนโยบายระดับประเทศด้านสังคมในอนาคต ซึ่งจะมีผลกระทบต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนฯ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนฯ หลายแห่ง มีการประกอบธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีผลต่อการประเมินมูลค่าบริษัทเช่นกัน
2.2.3. ธรรมาภิบาล (Governance) : ประเด็นหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส จริยธรรมทางธุรกิจ และ/หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทจดทะเบียนฯ ควรจัดให้มีโครงสร้างและกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการฝ่ายจัดการ และผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่ความเจริญเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยคำนึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ
1)สิทธิของผู้ถือหุ้น (Shareholder Rights) - แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
•สิทธิก่อนตัดสินใจลงทุน หมายถึง สิทธิในการรับข้อมูลข่าวสาร เพื่อจะวิเคราะห์และตัดสินใจว่าจะลงทุนในหุ้นของบริษัทหรือไม่ รวมถึงขั้นตอนและวิธีการจองซื้อหุ้นจากหนังสือชี้ชวนหรือไฟลิ่ง (Filing) และแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1)
•สิทธิเมื่อเป็นผู้ถือหุ้น ประกอบด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิได้รับเงินปันผล ได้รับข้อมูลข่าวสารของกิจการอย่างต่อเนื่อง ได้เข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนน ได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ และสิทธิในการบริหารบริษัท อาทิ เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น เสนอเพิ่มวาระการประชุม เพิกถอนมติที่ประชุม ติดตามและตรวจสอบการทำงานของกรรมการ
•สิทธิในการร้องเรียนและฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นมีสิทธิในการฟ้องเรียกค่าเสียหายและผลประโยชน์คืนให้กับบริษัท หากกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัททำหน้าที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดความระมัดระวัง หรือไม่ซื่อสัตย์สุจริตจนส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหาย หากพบเบาะแสการกระทำผิดหรือปัญหาอื่นใดเกี่ยวกับการลงทุนธุรกิจหลักทรัพย์ หรือธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ติดต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
2)การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน - ผู้ถือหุ้นทุกราย ทั้งผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นที่ไม่เป็นผู้บริหาร รวมทั้งผู้ถือหุ้นต่างชาติ ควรได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมและเป็นธรรม ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิควรมีโอกาสได้รับการชดเชย
3)บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย – ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรได้รับการดูแลจากบริษัทตามสิทธิที่มี ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการควรพิจารณาให้มีกระบวนการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างบริษัทกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคงทางการเงิน และความยั่งยืนของกิจการ
4)การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส – คณะกรรมการควรดูแลให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทางการเงิน อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา โปร่งใส ผ่านช่องทางที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย มีความเท่าเทียมกัน และน่าเชื่อถือ
5)ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ – คณะกรรมการมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท จึงมีความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นและเป็นอิสระจากฝ่ายจัดการ โดยคณะกรรมการควรมีภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ มีระบบแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างคณะกรรมการและฝ่ายจัดการที่ชัดเจน ตลอดจนดูแลให้บริษัทมีระบบงานที่ให้ความเชื่อมั่นได้ว่ากิจกรรมต่างๆ ของบริษัทได้ดำเนินไปในลักษณะที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีจริยธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม
ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาปัจจัยด้านธรรมาภิบาลแบบ “Threshold Assessment” กล่าวคือเป็นการพิจารณาเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลขั้นต่ำที่บริษัทจดทะเบียนฯ ควรมีในหัวข้อที่กล่าวมา และผู้จัดการกองทุนจะใช้คุณภาพการบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาลเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนฯ ในช่วงเวลาใดๆ
2.3. การอ้างอิงดัชนีชี้วัดที่เกี่ยวกับความยั่งยืน (Investment Benchmark)
ตัวชี้วัดของกองทุนนี้ ได้แก่ ดัชนีผลตอบแทนรวม SETESG (SETESG TRI) ในสัดส่วน 100% โดยดัชนีดังกล่าว เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนซึ่งมีขนาดและสภาพคล่องผ่านตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ ดัชนี SETESG มีแนวทางการคัดเลือกหุ้นเพื่อเป็นองค์ประกอบของดัชนี ดังนี้
•เป็นบริษัทที่อยู่ในผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ที่ประกาศล่าสุด ก่อนรอบการทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนี
•เป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และผ่านสภาพคล่องที่กำหนด
•ไม่รวมหลักทรัพย์ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP
นอกจากนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาวิธีการจัดทำดัชนี (Index Methodologies) ได้ที่ https://www.set.or.th/th/market/index/setesg/profile
แหล่งข้อมูล: www.set.or.th
บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงดัชนีชี้วัดตามที่บริษัทจัดการเห็นสมควรและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองทุนหรือผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้กรอบการลงทุนที่กำหนด โดยบริษัทจัดการจะเปิดเผยข้อมูลและแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจนถึงวันที่มีการเปลี่ยนแปลงดัชนีชี้วัด คำอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดัชนีชี้วัด และเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงดัชนีชี้วัดดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ ภายในเวลาที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนได้ นอกจากนี้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดของกองทุนตามข้างต้น ที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการจัดทำดัชนีผลตอบแทนรวม (TRI) ที่นำสัดส่วนผู้ถือหลักทรัพย์รายย่อยของแต่ละหลักทรัพย์ (Free Float) มาถ่วงน้ำหนักในการคำนวณดัชนี (ดัชนี Free Float TRI) เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด
2.4. ข้อจำกัดด้านการลงทุน (Investment Restrictions)
ผู้จัดการกองทุนจะไม่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่นอกกลุ่มหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนแบบ ESG หรือ ESG Universe
นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนจะไม่ลงทุนหรือนำหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ* ดังต่อไปนี้เข้าไปอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนแบบ ESG หรือ ESG Universe
•แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา
•ยาสูบ
•อาวุธสงคราม
•สื่อลามก
•การพนัน
*โดยเกณฑ์การชี้วัดการเข้าข่ายการทำธุรกิจดังกล่าว จะใช้เกณฑ์สัดส่วนรายได้ที่มาจากการทำธุรกิจดังกล่าวที่มากกว่า 15% ของรายได้รวมของบริษัทนั้น
3.ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน
3.1 ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหลักทรัพย์ ESG
ในบางครั้ง บริษัทจดทะเบียนฯ ที่กองทุนลงทุนอาจได้รับผลกระทบจากประเด็น หรือเหตุการณ์ด้าน ESG ที่เกิดขึ้น ทั้งในเชิงของความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ผลกำไรของบริษัท หรือการตอบสนองของราคาหุ้นที่มีความผันผวนมากขึ้น
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: รายละเอียดตามที่ระบุไว้ในข้อ 4
3.2 ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนฯ ที่กองทุนลงทุนเกิดปัญหาทางด้าน ESG และส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนฯ นั้นอย่างรุนแรง หากผู้ลงทุนเกิดความไม่มั่นใจและขายหลักทรัพย์ดังกล่าวพร้อมกันเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลทำให้กองทุนไม่สามารถจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ลงทุนได้ในราคาที่เหมาะสมหรือภายในระยะเวลาที่ต้องการ
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทจัดการจะพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพและคำนึงถึงสภาพคล่องในการซื้อขายก่อนตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ บริษัทจัดการจะติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนฯ ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืนอย่างสม่ำเสมอ และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อกองทุน บริษัทจัดการจะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบของกองทุนภายใต้เงื่อนไขการลงทุนที่สามารถดำเนินการได้
4.แนวทางการดำเนินการ และมาตรการควบคุมผลกระทบในกรณีการลงทุนไม่เป็นตามนโยบายการลงทุนด้านความยั่งยืนที่ได้กำหนดไว้
สอดคล้องกับนโยบายธรรมาภิบาลการลงทุน (Investment Governance Policy: I Code) ที่กำหนดให้บริษัทจัดการมีการติดตามบริษัทจดทะเบียนฯ ที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากเกิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือในกรณีที่ผู้จัดการกองทุน และ/หรือคณะกรรมการด้านความเสี่ยงการลงทุนประเมินว่าบริษัทนั้นๆ มีความเสี่ยงด้าน ESG จากเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น บริษัทจดทะเบียนฯ ดังกล่าวอาจถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง (ESG Watch List)
ผู้จัดการกองทุนจะต้องทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น ผ่านการเข้าพบกรรมการและผู้บริหาร (Company Visit and Analyst Meeting) การประชุมทางโทรศัพท์หรือสื่ออิเล็คทรอนิคส์อื่นๆ (Conference Call) โดยไม่ชักช้า และหลังจากที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผู้จัดการกองทุนจะต้องจัดทำบทสรุปแนวทางการลงทุน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการด้านความเสี่ยงการลงทุน แนวทางที่กำหนดไว้อาจอยู่ในรูปแบบของ
1.ยังคงให้หลักทรัพย์ดังกล่าวอยู่ใน Investment Universe ต่อไป หรือ
2.ลดสัดส่วนการลงทุน หรือ
3.นำหลักทรัพย์นั้นออกจาก Investment Universe
กรณีที่หลักทรัพย์ที่อยู่ใน ESG Watch List และคณะกรรมการด้านความเสี่ยงการลงทุนอนุมัติให้หลักทรัพย์ดังกล่าวสามารถลงทุนได้ต่อ ผู้จัดการกองทุนในฐานะ Risk Owners จะต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนและติดตามพัฒนาการด้าน ESG อย่างใกล้ชิด
หากหลักทรัพย์ที่อยู่ใน ESG Watch List มีพัฒนาการที่ดีด้าน ESG หรือ เหตุการณ์หรือปัจจัยความเสี่ยงด้าน ESG ได้รับการแก้ไขแล้ว ผู้จัดการกองทุนจะต้องจัดทำบทสรุปเพื่อเสนอปลดหลักทรัพย์ดังกล่าวออกจาก ESG Watch List ต่อคณะกรรมการด้านความเสี่ยงการลงทุน
ในกรณีที่มีการลงทุนไม่เป็นไปตามนโยบายการลงทุนด้านความยั่งยืนที่กำหนดไว้ บริษัทจัดการจะจัดทำรายงานพร้อมทั้งเหตุผลที่ทำให้มีการลงทุนไม่เป็นไปตามนโยบายการลงทุน เพื่อรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และผู้ดูแลผลประโยชน์ รวมทั้งดำเนินการแก้ไขสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป