Vanguard Total International Stock ETF
กองทุนหลักต่างประเทศ (ข้อมูลจำลอง)
- ประเทศ
- สหรัฐอเมริกา
- จำนวนกองทุนไทย
- 2 กองทุน
1.กองทุนเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Vanguard Total International Stock ETF (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยกองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม และลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนหลักเป็นกองทุนประเภท Exchange Traded Fund (ETF) ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกองทุนหลักจัดตั้งและจัดการโดย Vanguard Capital Management (VCM), The Vanguard Group, Inc. และมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี FTSE Global All Cap ex US Index (ดัชนีอ้างอิง) ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่ออกโดยบริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed) และตลาดเกิดใหม่ (Emerging) โดยไม่รวมประเทศสหรัฐอเมริกา กองทุนใช้แนวทางการลงทุนแบบอิงดัชนี (Index Fund) หรือแบบเชิงรับ (Passive) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง หรือ ดัชนี FTSE Global All Cap ex US ภายใต้สถานการณ์ปกติ กองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของสินทรัพย์สุทธิ (รวมกับจำนวนเงินกู้ยืมเพื่อการลงทุน) ในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีอ้างอิง กองทุนหลักอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือกลุ่มอุตสาหกรรม ตามดัชนีอ้างอิงที่อาจมีการกระจุกตัวตามสภาวะตลาดหรือผลการดำเนินงานของหลักทรัพย์หรือกลุ่มหลักทรัพย์ นอกจากนี้ กองทุนหลักอาจลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ตราสารหนี้แปลงสภาพ (Convertible securities) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (Warrants) ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ DR) รวมถึงกองทุนต่าง ๆ ของ Vanguard ที่ใช้ในการบริหารเงินสดคงเหลือ 2. สำหรับการลงทุนส่วนที่เหลือในต่างประเทศ กองทุนอาจพิจารณาลงทุนใน หรือมีไว้ซึ่งตราสารหนี้หรือเงินฝาก หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นในต่างประเทศที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ก.ล.ต. สำหรับการลงทุนในประเทศ กองทุนอาจลงทุนในหลักทรัพย์ที่เสนอขายในประเทศ ได้แก่ เงินฝาก ตราสารทางการเงินและลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ก.ล.ต. เพื่อการดำเนินการของกองทุน รอจังหวะการลงทุนในต่างประเทศ รักษาสภาพคล่องของกองทุน หรือสำหรับการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ กองทุนจะมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี Net Exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 3. กองทุนจะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) และเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และกองทุนจะไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น กองทุนจึงอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการที่กองทุนนำเงินบาทไปลงทุน ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 4. กองทุนจะไม่ลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) รวมถึงหลักทรัพย์ที่ไม่มีการซื้อขายในตลาด (unlisted securities) ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (non – investment grade) และตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated) อย่างไรก็ตาม กองทุนอาจมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ เฉพาะกรณีที่ตราสารหนี้นั้นได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีสามารถลงทุนได้ (investment grade) ขณะที่กองทุนลงทุนเท่านั้น 5. ในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่า การลงทุนในกองทุนหลักนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไป โดยอาจสืบเนื่องจากการได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอื่น ๆ ของกองทุนหลักนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุน ลักษณะกองทุน อัตราค่าธรรมเนียมการลงทุน หรือมีไว้ซึ่งทรัพย์สินอื่นใดที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต. กำหนดหรือผลตอบแทน/ผลการดำเนินงานของกองทุนต่างประเทศต่ำกว่าผลตอบแทน/ผลการดำเนินงานของกองทุนอื่น ๆ ที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกัน หรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือขนาดของกองทุนต่างประเทศลดลง จนอาจมีผลกระทบต่อกองทุน หรือการลงทุนของกองทุนต่างประเทศไม่เป็นไปตามหนังสือชี้ชวน หรือโครงการหรือเมื่อกองทุนต่างประเทศกระทำความผิดตามความเห็นของหน่วยงานที่กำกับดูแลกองทุนต่างประเทศ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือสิ่งอื่นใดที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของกองทุนในฐานะผู้ลงทุน หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองทุน กล่าวคือในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจมีผลต่อกองทุนหลัก และ/หรือบริษัทจัดการหรือในกรณีที่มีกองทุนอื่นที่มีนโยบายใกล้เคียงกัน และบริษัทจัดการเห็นว่าการย้ายไปลงทุนในกองทุนดังกล่าวเป็นผลดีต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของกองทุน หรือเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน และเป็นผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงกองทุนรวมต่างประเทศหรือกองทุนหลักเป็นกองทุนต่างประเทศอื่นได้ ตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ขัดกับวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของกองทุน หรือขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกกองทุน อีกทั้งบริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงชนิดของหน่วยลงทุน (class) รวมถึงเปลี่ยนแปลงสกุลเงินลงทุนเป็นสกุลเงินอื่นใดนอกเหนือจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อื่นใดนอกเหนือจากตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการในภายหลังได้ โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ซึ่งบริษัทจัดการจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนนี้เป็นสำคัญ ทั้งนี้บริษัทจัดการจะแจ้งการเปลี่ยนแปลงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือก่อนทำการลงทุนดังกล่าว ข้อมูลทั่วไปของกองทุน VANGUARD TOTAL INTERNATIONAL STOCK ETF (กองทุนหลัก) (แหล่งที่มาของข้อมูล : หนังสือชี้ชวนกองทุนหลัก ข้อมูล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569) ชื่อกองทุนVanguard Total International Stock ETFวันที่จัดตั้ง26 มกราคม 2554อายุโครงการไม่กําหนดชนิดหน่วยลงทุนETF Share ClassBloomberg TickerVXUS:USISIN CodeUS921909768สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD)หน่วยงานที่กํากับดูแลU.S. Securities and Exchange Commissionตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐอเมริกาวันทําการซื้อขายทุกวันทําการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย NASDAQการจ่ายเงินปันผลจ่าย (รายไตรมาส)ผู้จัดการกองทุน (Investment Adviser)Vanguard Capital Management (VCM), The Vanguard Group, Inc.ผู้รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian/ Depositary)JPMorgan Chase Bank, N.A.ผู้สอบบัญชี (Independent Registered Public Accounting Firm)PricewaterhouseCoopers LLPนายทะเบียน (Transfer Agent)The Vanguard Group, Inc.ดัชนีชี้วัด FTSE Global All Cap ex US Indexผู้จัดทำดัชนี้ชี้วัดFTSE Russellวัตถุประสงค์การลงทุน : เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ FTSE Global All Cap ex US Index (ดัชนีอ้างอิง) ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่ออกโดยบริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed) และตลาดเกิดใหม่ (Emerging) โดยไม่รวมประเทศสหรัฐอเมริกา นโยบายการลงทุน: กองทุนใช้แนวทางการลงทุนแบบอิงดัชนี (Index Fund) หรือแบบเชิงรับ (Passive) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง หรือ ดัชนี FTSE Global All Cap ex US ภายใต้สถานการณ์ปกติ กองทุนจะลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของสินทรัพย์สุทธิ (บวกกับจำนวนเงินกู้ยืมเพื่อการลงทุน) ในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีอ้างอิง ทั้งนี้ การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) อาจนับรวมอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 80 ดังกล่าวได้ หากตราสารอนุพันธ์นั้นสร้างโอกาสในการลงทุน (Exposure) ในหลักทรัพย์ตามนโยบายการลงทุน หรือมีความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) ต่ำกว่าหลักทรัพย์เหล่านั้น ทั้งนี้ กองทุนอาจเปลี่ยนแปลงนโยบายร้อยละ 80 นี้ได้ก็ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 60 วัน กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือกลุ่มอุตสาหกรรม ตามดัชนีอ้างอิงที่อาจมีการกระจุกตัวตามสภาวะตลาด หรือผลการดำเนินงานของหลักทรัพย์หรือกลุ่มหลักทรัพย์ นอกเหนือจากนโยบายหลักข้างต้นแล้ว กองทุนอาจใช้กลยุทธ์การลงทุนและประเภทการลงทุนอื่นๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุนดังต่อไปนี้ การใช้ดัชนีอื่นทดแทน (Substitute Index): กองทุนสงวนสิทธิในการเปลี่ยนไปใช้ดัชนีอื่นแทนดัชนีที่อ้างอิงอยู่ในปัจจุบัน หากดัชนีปัจจุบันนั้นยุติการจัดทำลง หรือหากข้อตกลงระหว่างกองทุนกับผู้จัดทำดัชนีสิ้นสุดลง หรือด้วยเหตุผลอื่นใดที่คณะกรรมการกองทุนได้พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยความสุจริต (Good faith) ซึ่งในกรณีดังกล่าว ดัชนีอ้างอิงใหม่จะต้องเป็นตัวแทนของกลุ่มตลาดหุ้นเช่นเดียวกันกับดัชนีอ้างอิงเดิมการลงทุนอื่นๆ (Other Types of Investments): กองทุนอาจลงทุนในสินทรัพย์ ดังนี้ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) เช่น สัญญาแลกเปลี่ยนผลตอบแทนรวม (Total return swaps) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของหุ้น (Equity futures) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign currency exchange forward contracts) หรือตราสารอนุพันธ์อื่นๆ ทั้งนี้ กองทุนจะไม่ใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อการเก็งกำไร หรือเพื่อวัตถุประสงค์ในการ Leverage เพื่อขยายผลตอบแทนจากการลงทุนให้สูงเกินจริงตราสารหนี้แปลงสภาพ (Convertible securities) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (Warrants)ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ DR) 3. การบริหารจัดการเงินสด (Cash Management): กองทุนอาจนำเงินสดคงเหลือไปลงทุนในกองทุน Vanguard CMT Funds ซึ่งกองทุนเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องมือในการ บริหารจัดการเงินสดสำหรับกองทุนต่างๆ ของ Vanguard 4. มาตรการตั้งรับชั่วคราว (Temporary Defensive Measures): กองทุนสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนปกติได้ชั่วคราว เพื่อประโยชน์สูงสุดของกองทุน (แต่ยังต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก) เช่น ลงทุนในตราสารอนุพันธ์หรือ ETF ในสัดส่วนเกินกว่าปกติ เพื่อบริหารสภาพคล่องในกรณีที่มีเงินสดไหลเข้ามาจำนวนมากและยังหาหุ้นซื้อไม่ได้ทันที หรือใช้เมื่อต้องการเลี่ยงข้อจำกัดในการซื้อหุ้นรายตัว/รายอุตสาหกรรม กลยุทธ์การลงทุน: กองทุนใช้วิธีการลงทุนแบบจำลองดัชนี (Replication method) โดยจะลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีอ้างอิงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันกับดัชนีอ้างอิง และกองทุนจะซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง ข้อมูลดัชนีอ้างอิง: ดัชนี FTSE Global All Cap ex US Index (ดัชนีอ้างอิง) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับนักลงทุนในสหรัฐอเมริกาในการวัดผลการดำเนินงานของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ (ไม่รวมสหรัฐอเมริกา) ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) ขนาดกลาง (Mid Cap) และขนาดเล็ก (Small Cap) ทั่วโลก โดยดัชนีอ้างอิงนี้เป็นดัชนีที่แยกย่อยมาจากดัชนีชุด FTSE Global Equity Index Series (FTSE GEIS) และครอบคลุมประมาณ 98% ของมูลค่าตามราคาตลาดที่ลงทุนได้ (Investable Market Cap) ของหุ้นทั่วโลก ดัชนีชุด FTSE GEIS ใช้เกณฑ์การคัดเลือกหุ้นเข้าดัชนี ดังนี้ 1. เกณฑ์การจัดประเทศ (Country Classification) โดยมีการจัดประเทศเป็น ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed) ตลาดเกิดใหม่ขั้นก้าวหน้า (Advanced Emerging) และตลาดเกิดใหม่ขั้นรอง (Secondary Emerging) ตามเกณฑ์และคุณสมบัติที่ FTSE กำหนด 2. เกณฑ์การคัดเลือก (Inclusion Selection) หลักทรัพย์ที่จะถูกนำเข้าในดัชนีอ้างอิง ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อให้สามารถลงทุนได้จริง (Investability) โดยมีเกณฑ์สำคัญ ๆ เช่น เกณฑ์การคัดเลือกบริษัท (Company): บริษัทที่จะถูกเลือกเข้าดัชนีจะต้องไม่เป็นบริษัทประเภท ดังนี้บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) กองทุน หรือทรัสต์เพื่อการลงทุน ห้างหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด (Limited Liability Partnerships) ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnerships) Master Limited Partnerships บริษัทจำกัดความรับผิด ((Limited Liability Company) US Royalty Trusts และบริษัทเพื่อการพัฒนาธุรกิจ (Business Development Companies)เกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ (Security): ไม่รวมหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพ (Convertible preference shares) และหุ้นกู้ (Loan stocks) เข้าไปในดัชนี จนกว่าจะมีการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญสำหรับตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depository Receipts – DR) จะถูกนำเข้าก็ต่อเมื่อหุ้นสามัญที่อ้างอิงไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบเรื่องสภาพคล่อง แต่ DR สามารถผ่านเกณฑ์การทดสอบเรื่องสภาพคล่อง และ DR นั้นต้องซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในเขตเวลา (Time-zone) ของภูมิภาคที่ใกล้เคียงกับหุ้นสามัญที่อ้างอิง3. เกณฑ์การคัดกรองหลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (Eligible Security Screens) หลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าไปอยู่ในดัชนี จะต้องผ่านเกณฑ์การคัดกรองในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ สิทธิออกเสียงขั้นต่ำ (Minimum voting rights)คัดกรองน้ำหนักการลงทุนที่ลงทุนได้จริง (Investability weightings screen): หลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบในดัชนีชุด FTSE Global Equity Index Series จะได้รับการปรับน้ำหนักตามสัดส่วนหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ (Foreign Ownership Limits)สภาพคล่อง (Liquidity): หลักทรัพย์แต่ละตัวจะได้รับการทดสอบสภาพคล่องปีละ 2 ครั้ง คัดกรองหุ้นที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง (Surveillance stocks screen)คัดกรองด้านการซื้อขาย (Trading screen): หลักทรัพย์ที่ไม่มีการซื้อขายตั้งแต่ 60 วันทำการขึ้นไปในปีที่ผ่านมา จะไม่ถูกคัดเลือกเข้าดัชนี4. การแบ่งกลุ่มตามขนาดของหลักทรัพย์ (Size Segmentation - "All Cap") เมื่อได้รายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนีชุด FTSE GEIS แล้ว จะมีการจัดทำดัชนีย่อยต่าง ๆ ตามมูลค่าตามราคาตลาดสะสม (Cumulative Market Cap) ซึ่งในที่นี้ All Cap หมายถึงการครอบคลุมมูลค่าตลาดที่ลงทุนได้ (Investable Market Cap) ของประเทศต่างๆ รวมกันสูงถึง 98% โดยมีจัดอันดับหลักทรัพย์ทั้งหมดตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดจากมากไปน้อย ดังนี้: Large Cap: มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสะสมคิดเป็นประมาณร้อยละ 68 แรกของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ลงทุนได้ของกลุ่มหลักทรัพย์อ้างอิงMid Cap: มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสะสมคิดเป็นประมาณร้อยละ 86 แรกของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ลงทุนได้ของกลุ่มหลักทรัพย์อ้างอิง Small Cap: มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสะสมคิดเป็นประมาณร้อยละ 98 แรกของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ลงทุนได้ของกลุ่มหลักทรัพย์อ้างอิงเมื่อรวมทั้ง 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน จะเป็นดัชนี FTSE Global All Cap Index ดังภาพ ทั้งนี้ ในการคำนวณจุดตัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Breakpoints) เพื่อแบ่งกลุ่มหลักทรัพย์ตามขนาดของดัชนีชุด FTSE GEIS หากบริษัทใดมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Full Market Capitalization) สูงกว่า 10% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ลงทุนได้รวมของกลุ่มหลักทรัพย์ในภูมิภาค (Regional Universe) จะถูกจำกัดสัดส่วนไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 10 เพื่อใช้ในการคำนวณจุดตัดดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้หลักทรัพย์ขนาดใหญ่มากเพียงไม่กี่หลักทรัพย์มีอิทธิพลต่อการกำหนดจุดตัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของแต่ละกลุ่มขนาดหลักทรัพย์มากเกินไป 5. การยกเว้นสหรัฐอเมริกา (ex US Rule) หลังจากที่มีการแยกย่อยเป็น FTSE Global All Cap Index แล้ว จะนำดัชนีดังกล่าวมา กรองสัญชาติ/ประเทศที่จดทะเบียน (Country Assignment) และจะตัดหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ถูกจัดว่าเป็นหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (United States) ออก และจัดทำเป็น FTSE Global All Cap ex US Index การทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนี FTSE GEIS จะดำเนินการ ดังนี้ 1. การทบทวนการจัดประเทศ: รอบการทบทวนรายชื่อประเทศใน ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed) ตลาดเกิดใหม่ขั้นก้าวหน้า (Advanced Emerging) และตลาดเกิดใหม่ขั้นรอง (Secondary Emerging) เป็นรายปี โดยจะประกาศผลในเดือนกันยายนของทุกปี 2. การทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ในแต่ละภูมิภาค (Regional Review): ความถี่ในการทบทวน: ปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคมและกันยายน โดยใช้ราคาปิดของวันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคม และมิถุนายน ตามลำดับ เพื่อให้ดัชนีสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาด (Market Movements) ที่เกิดขึ้นจริงนับตั้งแต่การทบทวนในรอบก่อนหน้า และเพื่อลดอัตราการหมุนเวียนของหลักทรัพย์ (Portfolio Turnover) ให้ต่ำที่สุดการบังคับใช้: การเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลักทรัพย์จะมีผลหลังจากปิดตลาดในวันศุกร์ที่สามของเดือนมีนาคมและกันยายน และจะมีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ถัดไปช่วงเวลาคำนวณเกณฑ์ Fast Entry และหุ้น IPO: จะมีการคำนวณและปรับเปลี่ยนเกณฑ์มูลค่าตลาดในเดือนมิถุนายนและธันวาคมร่วมด้วย เพื่อรองรับหุ้นที่เข้าเกณฑ์ภายนอกรอบการทบทวนปกติ3. การเพิ่มหุ้นนอกรอบทบทวน (Additions outside of a review) Fast Entry สำหรับหุ้น IPO ขนาดใหญ่: หากหุ้นที่เข้าใหม่ในตลาดมีมูลค่าตามราคาตลาดรวม (Full Market Cap) สูงกว่า 1.5 เท่า และมีมูลค่าตามราคาตลาดส่วนที่ซื้อขายได้ (Investable Market Cap) สูงกว่า 0.5 เท่าของเกณฑ์ Mid Cap จะสามารถเข้าดัชนีได้ทันทีหลังจากเริ่มซื้อขายไปแล้ว 5 วันทำการ และจะมีผลหลังปิดตลาดในวันศุกร์ที่สามของเดือนที่มีการพิจารณา (ยกเว้นสำหรับหุ้นจีน A-Shares ที่จะไม่สามารถเข้าดัชนีแบบ Fast Entry ได้โดยจะต้องรอการทบทวนในรอบถัดไปและต้องผ่านเกณฑ์ในระบบ Northbound China Stock Connect ด้วย)4. รอบการทบทวนย่อย (Quarterly Review): เกิดขึ้นในเดือน มิถุนายน และ ธันวาคม เพื่อสะท้อนข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน หุ้น IPO ขนาดใหญ่ หรือการควบรวมกิจการที่สำคัญ 5. การทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ตามขนาดมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพื่อลดอัตราการหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในดัชนี (Turnover) จะมีการกำหนดเกณฑ์ช่วงกันชน (Buffer Zones)สำหรับการทบทวนจัดกลุ่มหลักทรัพย์ตามขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ระหว่าง Large Cap, Mid Cap และ Small Cap ดังนี้ กลุ่มหลักทรัพย์ เกณฑ์สำหรับการคัดเลือกเข้าดัชนี (Eligible for Inclusion) เกณฑ์สำหรับการคัดออกจากดัชนี (Eligible for Exclusion) Large Cap 68% 72% Mid Cap 86% 92% Small Cap 98% 101% สำหรับการทบทวนในแต่ละรอบ จุดตัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Thresholds) ที่สอดคล้องกับเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ดังกล่าว จะถูกกำหนดและนำมาใช้ในการทบทวนตามรอบต่าง ๆ ดังนี้ รอบครึ่งปี (Semi-annual Review): ในเดือนมีนาคมและกันยายน โดยจุดตัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Thresholds) จะถูกคำนวณจากข้อมูล ณ วันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคมและเดือนมิถุนายน ตามลำดับรอบไตรมาส (Quarterly Review): ในเดือนมิถุนายนและธันวาคม โดยจะนำจุดตัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่กำหนดไว้ในการทบทวนประจำครึ่งปีครั้งก่อนมาปรับตามผลการดำเนินงานของดัชนีภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดนับตั้งแต่การทบทวนประจำครึ่งปีครั้งล่าสุด จนถึงวันกำหนดข้อมูลสำหรับการพิจารณาหุ้นที่เข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO Cut-off Date) ซึ่งได้แก่ วันทำการสุดท้ายของเดือนเมษายนและเดือนตุลาคม ตามลำดับดัชนีเริ่มวันที่ 1 กันยายน 2546 และวันฐานของดัชนี คือวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โดยมีมูลค่าวันฐานที่ 200 ดัชนีคำนวณด้วยวิธีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและปรับสัดส่วนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่สามารถซื้อขายได้จริง (Float-adjusted, market-capitalization weighted index) ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ดัชนีประกอบด้วย 8,578 หลักทรัพย์ โดยหลักทรัพย์ที่มีน้ำหนักสูงที่สุด 10 อันดับแรกรวมกันเป็น 13.81% และหลักทรัพย์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ Taiwan Semiconductor Manufacturing ที่ 4.15% สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดัชนีอ้างอิง รวมถึงรายชื่อหลักทรัพย์ที่อยู่ในดัชนีอ้างอิงได้ที่ https://www.lseg.com/en/ftse-russell/indices/global-equity-index-series ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย : ค่าธรรมเนียมการทํารายการซื้อและขาย (Transaction Fee on Purchases and Sales): ไม่มี ค่าธรรมเนียมการนําเงินปันผลไปลงทุนต่อ (Transaction Fee on Reinvested Dividends): ไม่มีค่าธรรมเนียมการแปลงหน่วยลงทุนเป็นหน่วย ETF (Transaction Fee on Conversion to ETF Shares): ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของกองทุน (% ต่อปี) : ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของกองทุนรวม (Total Expense Ratio): 0.05% เว็บไซต์https://advisors.vanguard.com/investments/products/vxus/vanguard-total-international-stock-etf รายละเอียดของกองทุนหลักแปลมาจากเอกสารของกองทุนหลัก เช่น Fund Fact Sheet หนังสือชี้ชวน (Prospectus) เอกสารข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุน และรายงานประจำปีของกองทุนหลัก และ ข้อมูล Index Fact Sheet กับหลักเกณฑ์ในการจัดทำดัชนี (Index Methodology) ของผู้จัดทำดัชนีอ้างอิง ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่าง หรือไม่สอดคล้องกับต้นฉบับ ให้ถือตามต้นฉบับเป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ หากกองทุนหลักมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลข้างต้นใด ๆ ซึ่งบริษัทจัดการเห็นว่าไม่มีนัยสำคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับกองทุนหลัก ซึ่งถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยแล้ว โดยจะแจ้งให้ ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ
สรุปจากหนังสือชี้ชวนของ TLWORLDXUS-X ซึ่งเป็นกองทุนไทยตัวแทน
NAV ล่าสุด
$120.45
จำลองข้อมูล (Mockup)
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
500,000 ล้านบาท
จำลองข้อมูล (Mockup)
ระดับความเสี่ยงของกองทุน
6
ระดับ 6 จาก 8
ค่าธรรมเนียมกองหลัก
0.75%
จำลองข้อมูล (Mockup)
1 วัน
+0.15%
1 สัปดาห์
+1.20%
1 เดือน
+3.50%
3 เดือน
-2.10%
6 เดือน
+5.40%
1 ปี
+15.20%
5 ปี
+45.80%
สูงสุด
+120.50%
กราฟแสดงผลการดำเนินงาน (Performance Chart - Mockup)
+28.13%(+28.1331)
ผลตอบแทนจาก NAV ต่อหน่วย ไม่รวมเงินปันผล
ผลตอบแทนรายเดือน
Top 10 Holdings
Sectors (กลุ่มอุตสาหกรรม)
กองทุนไทยที่ลงทุนผ่านกองหลักนี้ (Feeder Funds)
เปรียบเทียบผลตอบแทนและค่าธรรมเนียม โดยสามารถคลิกที่หัวตารางเพื่อจัดเรียงข้อมูลได้
กองทุนทั่วไป (1 กอง)
Fund Class (กองทุนไทย) | 1 ปี | 3 ปี | 5 ปี | ค่าธรรมเนียม | เปรียบเทียบ |
|---|---|---|---|---|---|
| TLWORLDXUS-X | — | — | — | 0.79% |
กองเพื่อสิทธิประโยชน์ภาษี — RMF/LTF/SSF/ThaiESG (1 กอง)
เงื่อนไข lock-in และสิทธิลดหย่อนภาษีต่างจากกองทุนทั่วไป
Fund Class (กองทุนไทย) | 1 ปี | 3 ปี | 5 ปี | ค่าธรรมเนียม | เปรียบเทียบ |
|---|---|---|---|---|---|
| TLWORLDXUSRMF | — | — | — | 0.98% |